Guest
หมวดหมู่ > เว็บบอร์ด จับฉ่าย

ช่องทางการติดต่ออื่น

  • Munkonggadget
  • Munkonggadget Reviews
  • Munkonggadget Reviews
  • Munkonggadget Contact Us

ขอเล่าประสบการณ์ป่วยทางจิตใจให้ฟังกันครับ + แนวทางรักษาคร่าว ๆ

UltraPix

13/12/2018 21:27:35
544
สวัสดีชาวมั่นคงทุกท่านครับ

ห่างหายจากบอร์ดมั่นคงและวงการนี้ไปนานหลายปี 5555555
เพิ่งจะมีเวลาและโอกาสมาเยือนอีกครั้ง

คิดมาสักพักแล้วว่าอยากมาเขียนเล่าให้ฟังกันแบบชิล ๆ ในบอร์ด
ต้องขอเกริ่นก่อนว่าทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ของผมเอง

ข้อมูลทางวิชาการต่าง ๆ อาจมีเล็กน้อยแบบคร่าว ๆ เพื่อให้เข้าใจกันง่าย ๆ 
ถ้าหากมีข้อผิดพลาด บอกกันได้เลยฮะ

.

เรื่องที่จะเล่าคือประสบการณ์ฟัดเหวี่ยงกับโรคย้ำคิดย้ำทำ + ซึมเศร้า

หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินบ่อย ๆ และอาจจะยังไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้ว

อาการไม่สบายทางจิตใจนั้นมันเกิดขึ้นจริง ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอหรือดัดจริตแต่อย่างใด

ซึ่งมันเกิดจากการที่สารเคมีในสมองของเรามันเกิดความผิดปกติ จนทำให้กระบวนการคิดต่าง ๆ 

ไม่ปกติดังเดิม ซึ่งไม่ใช่อาการ "บ้า" อย่างที่คนทั่วไปชอบพูดกัน แต่เป็นอาการที่ทุกคนอาจประสบพบเจอได้สักวันหนึ่ง

ไม่ว่าจะกับตนเองหรือคนใกล้ตัว ซึ่งถ้าเราเข้าใจว่ามันคืออาการอะไร มีแนวทางรักษายังไง

รับรองว่ามันหายได้ชัวร์ ๆ

.

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของความวิบัติ

เมื่อช่วง ๆ ต้นปี 2017 ผมเริ่มสังเกตตัวเองได้ว่ามีอาการแปลก ๆ ซึ่งมาทราบภายหลัง หลังจากที่ได้เข้าพบจิตแพทย์ว่ามันคืออาการของโรค "ย้ำคิดย้ำทำ" หรือ Obsessive–compulsive disorder (OCD)

ต่อไปนี้ขออนุญาตเรียกชื่อโรคย้ำคิดย้ำทำสั้น ๆ ว่า "OCD" นะครับ

.

อาการที่ผมประสบในขณะนั้นเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน

ยกตัวอย่างเช่น เดิน ๆ ไปแล้วเกิดความคิดว่า รองเท้าที่เราใส่อยู่นี่มันไปเหยียบอะไรเปื้อนหรือเปล่าวะ 

แล้วก็ยกตีนขึ้นมาดู ตรวจเช็ค เสร็จแล้วสมองก็เกรงว่าจะตรวจสอบความสกปรกไม่หมด

ก็ยกขึ้นมาดูอีก แล้วก็วน loop ซ้ำ ๆ แบบนั้นหลายครั้ง

.

แรก ๆ ก็อึดอัดแปลก ๆ แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่ามันคือโรคย้ำคิดย้ำทำ

ต่อมาก็เริ่มมีอาการกังวลลักษณะนี้แสดงออกในเรื่องอื่น ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด

สิ่งที่ทำก็วนเวียนเหมือนเดิมคือ เกิดความคิดกังวลซ้ำ ๆ (ย้ำคิด) จากนั้นก็ไปตรวจสอบสิ่งที่กังวลนั้นซ้ำ ๆ (ย้ำทำ) ซึ่งไอ้การที่ทำแบบนี้มันทำให้อาการย่ำแย่ขึ้นไปเรื่อย ๆ 

จนกระทั่งมีอาการที่ผมคิดว่าทำให้ทรมานที่สุดในชีวิต

คือเกิดอาการหลงผิด คิดไปเองว่าตัวเองไปทำสิ่งชั่วร้ายอะไรมา (เป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)

ยกตัวอย่างอาการที่ว่านะครับ

คือวันหนึ่ง ผมเล่น Facebook ไปเรื่อย ๆ สักพักก็มีความคิดอุบาทว์มโนขึ้นมาว่า

เห้ย เราเลื่อน ๆ เฟสมาเนี่ย เราได้ไปพิมพ์ด่าใครหรือเปล่า เขาจะโกรธไหมนะ

จากนั้นก็เลยไปตรวจสอบว่าได้ไปคอมเมนท์หรือส่งข้อความด่าใครไหม

โดยการเลื่อนเช็ค activity log ทำอยู่อย่างนั้นเรื่อย ๆ เสียเวลาและทรมานมาก ๆ 

(แต่ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันคืออาการอะไรเลย)

พอเป็นอย่างนี้เข้าก็เริ่มกังวลแล้วอาการก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นคิดไปเอง เชื่อไปเองว่าตัวเราไปด่าใครมาจริง ๆ และกลัวสุดขีดว่าเขาจะตามมาทำร้าย จนถึงขั้นกลัวจะถูกฆ่าตาย

คือมันกลัวแบบไม่สมเหตุสมผล ทั้ง ๆ ที่ใจเราก็ตระหนักได้ว่ามันไม่มีเหตุผล

และรู้ตัวเองดีว่าเราไม่ใช่คนที่จะด่าใครไปทั่วแบบนั้น ซึ่งบอกเลยว่าความมั่นใจในตัวเอง ความเชื่อมั่นต่าง ๆ หายไปไม่หลงเหลืออยู่เลยแม้นิดเดียว

.

จริง ๆ คือมีหลายเหตุการณ์นับไม่ถ้วนเลยครับ แต่ขอเล่าแค่อันเดียวก่อน เดี๋ยวยาวเกินไป แค่นี้ก็ยาวมากละ 55555555

คือความกังวลมันเกินจริงไปสุด ๆ 

ขออธิบายง่าย ๆ ว่า ณ เวลานั้น ไม่สามารถแยกความเป็นจริงกับความคิดไปเองออกจากกันได้เลย

ทุกอย่างในหัวสับสนกันไปหมด

.

ซึ่งความกังวลทั้งมวลเหล่านี้เมื่อสะสมมากเข้า ก็เริ่มเกิดอาการเบื่อหน่ายทุกอย่างในชีวิต

ทราบภายหลังจากพบจิตแพทย์ว่าคืออาการซึมเศร้า (ในที่นี้คือผมเป็นโรคซึมเศร้าเนื่องด้วยผลต่อเนื่องของโรคย้ำคิดย้ำทำที่ทำให้เกิดความกังวลต่าง ๆ )

อาการของโรคซึมเศร้านี่ บอกตามตรงว่าก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยเข้าใจ

และคิดไม่ออกว่ามันคืออะไร มันมีจริงเหรอ คนที่เป็นนี่เป็นพวกคนจิตใจอ่อนแอหรือเปล่านะ

และก็ไม่ได้สนใจศึกษาอะไรมาก

แต่พอมาเจอกับตัวเองแล้วรู้ซึ้งเลย

.

โลกทั้งหมดของเราช่วงนั้นมันหม่นไปหมด ไม่อยากทำอะไร แม้สิ่งที่เคยคลั่งไคล้

เคยชอบออกไปถ่ายรูป เคยชอบฟังเพลง ก็ไม่อยากทำ อยากอยู่เฉย ๆ 

รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระคนอื่นที่มีอาการแปลก ๆ อย่างที่เล่าให้ฟังข้างบน

รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า 

ทั้งที่เดิมทีผมเป็นคนอารมณ์ดีมาก ๆ ไม่มีความกดดัน ไม่มีภาระหนักหน่วงในชีวิตใด ๆ ทั้งนั้น

แต่กลับรู้สึกอะไรแบบนั้นและควบคุมมันไม่ได้เลย

.

เมื่อเป็นนาน ๆ เข้า อาการแย่ไปเรื่อย ๆ เริ่มมีความคิดอยากจะตายขึ้นมาจริง ๆ 

แต่ยังไม่ถึงกับคิดว่าจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีไหนดี

ถึงกระนั้น ก็รู้สึกว่าอยากหายไปจากโลก ไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น

จากนั้นก็เริ่มมีอาการทางร่างกายแสดงออก หลัก ๆ คือ นอนเยอะมาก ซึม ๆ เบลอ ๆ ทั้งวัน ไม่มีสมาธิทำอะไรได้เลย รวมถึงแขนขาไม่ค่อยมีแรงเลยทีเดียว จะเดินยังต้องฝืน ๆ

.

เมื่อถึงขั้นนี้ ผมก็พอจะนึกออกแล้วว่า นี่แม่มไม่ปกติแล้ว มันคงเป็นอาการทางจิตอะไรสักอย่าง

ก็เลยตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ ซึ่งช่วงแรกก็ไปคลินิกเอกชนเล็ก ๆ รักษาสักพักก็พบว่าไม่ได้ผลดีขึ่นสักเท่าไหร่

ก็เลยตัดสินใจไปโรงบาลใหญ่ที่มีทีมแพทย์ด้านสุขภาพจิตที่พร้อม ๆ หน่อย

.

สำหรับการรักษาตัวผมก็มีแพทย์ที่ดูแลอยู่ถึงสองท่านเลยทีเดียว

คนนึ่งจะเป็นหมอหลัก คอยติดตามอาการและสั่งยา (ยาทีผมต้องกินต่อเนื่องคือยาต้านซึมเศร้า ซึ่งใช้รักษาโรคซึมเศร้า รวมถึงโรคอย่างย้ำคิดย้ำทำได้ด้วย)

ส่วนอีกคนเป็นหมอที่จะสอนกระบวนการจิตและพฤติกรรมบำบัด ภาษาหมอเค้าเรียกว่า Cognitive behavioral therapy หรือตัวย่อ CBT

ซึ่งไอ้ CBT เนี่ยแหละบอกเลยว่าสุดจัดปลัดขิก เป็นกระบวนการที่ใช้ได้ผลเร็ว และมีประสิทธิภาพอย่างมาก

.

ขอยกตัวอย่างง่าย ๆ ของการทำแบบฝึกหัด CBT เช่น

ผมมีอาการมโน กังวลว่าตัวเองจะไปพิมพ์ด่าใคร

หมอก็ให้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเฟสบุค พอเจอโพสต์เพื่อนสักโพสต์

ก็ให้ผม comment ลงไป คอมเมนท์อะไรก็ได้ที่ทำตามปกติ

จากนั้นก็ให้บันทึกผลในกระดาษว่า หลังจากทำแล้วมีความกังวลว่าสิ่งที่ comment นั้นทำให้คนอื่นไม่พอใจไหม กังวลขนาดไหนก็บันทึกเป็นตัวเลขว่าเต็ม 10 กังวลเท่าไหร่

แล้วหมอก็ห้ามผมไปเช็คอะไรทั้งนั้น

หมอให้การบ้านว่าลองสังเกตอาการตัวเองต่อ ว่าเมื่อเวลาผ่านไป เช่น ทุก ๆ 4 ชม.

ระดับความกังวลของเรามันลดลงบ้างไหม

คือช่วงแรก ๆ นี่ทรมานมากครับ บางทีก็อดไม่ได้ ต้องไปเช็ค 55555555555555

ซึ่งไอ้การเช็คนี่แหละทำให้โรคมันไม่หายเสียที (แล้วยังทำให้อาการหนักกว่าเดิมอีก)

จากนั้นก็ฝึกฝนมาเรื่อย ๆ 

ช่วงนั้นหมอนัดค่อนข้างถี่ ถ้ามีเรื่องอะไรกังวลก็เล่าให้หมอฟังแล้วหมอจะให้แบบฝึกหัดลักษณะนี้มาอีก

เมื่อเวลาผ่านพ้น ก็พบว่า เห้ย มันได้ผลจริง ๆ เว้ยถ้าเราทำตามแนวปฏิบัติที่หมอบอก

จากนั้นพอมีอาการอื่น ๆ ก็ใช้แนวทางนี้ดูก็พบว่าจัดการได้ค่อนข้างอยู่หมัด

บางทีอาจจะใช้เวลาหน่อย แต่สุดท้ายก็หายไปได้

.

พอเราเริ่มรู้ว่าโรคมันมีกลไกการทำงานยังไง คราวนี้ก็เริ่มรู้สึกฮามาก ๆ และบางทีก็รู้สึกสนุกด้วยซ้ำ

มันเหมือนเล่มเกมอะไรที่ท้าทายมาก ๆ เป็นการฝึกหักห้ามใจตัวเองได้เป็นอย่างดี 5555555

ซึ่งเมื่ออาการย้ำคิดย้ำทำเริ่มดีขึ้น อาการซึมเศร้านั้นก็ได้หายไป ชีวิตก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ แม้จะต้องใช้เวลาหน่อยแต่ก็รู้สึกว่าดีที่ผ่านมาได้

.

ถ้านับจากเวลาที่เริ่มไปหาหมอทีแรก จนถึงช่วงที่มั่นใจว่าเราสู้กับมันได้และหายจากอาการเลวร้ายจริง ๆ รวม ๆ แล้วน่าจะราว ๆ 1 ปีเต็ม ๆ เลยทีเดียว

นับว่าเป็นอะไรที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าต้องเจอกับตัวเองเลย 

ในระหว่างรักษาช่วงแรก ๆ ก็ท้อ มันเหมือนว่าเราจะไม่มีทางหายเป็นโรคนี้ได้เลย

ชีวิตมืดไปหมด นึกไม่ออกเลยว่าวันต่อ ๆ ไปเราจะตื่นขึ้นมาทำอะไรถ้ายังมีอาการแบบนี้

แต่ในที่สุดก็ผ่านพ้นมาได้ รู้สึกโชคดีมาก ๆ ที่คนรอบข้างเข้าใจจนเรารอดมาได้ 555555

.

ท้ายสุดอยากจะฝากเพื่อน ๆ พี่น้องทุกท่านว่าถ้าตัวเองมีความเครียด ไม่ว่าจะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือจะมีอาการแบบผม รวมถึงถ้าคนใกล้ชิดมีอาการอะไรเหล่านี้

ขอให้อย่าเขินอายที่จะไปปรึกษาจิตแพทย์

ทีแรกผมก็เคยมีความคิดที่สังคมกลืนกินว่าการไปหาจิตแพทย์เป็นเรื่องน่าอาย

แต่พอได้สัมผัสแล้วพบว่าเป็นสิ่งที่มหัศจรรรย์มาก ๆ สมกับวิชาชีพที่เค้าร่ำเรียนมา

ใครจะว่าอะไรเราก็ช่างเขาไป ชีวิตจิตใจเรา เราต้องดูแลครับ

.

โรคย้ำคิดย้ำทำนี้มีสาเหตุได้หลายอย่าง และอาการของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปบ้าง

ในกรณีผม คิดว่าน่าจะเป็นการที่ตัวเองเสพติดความ perfect หนักเกินไป

อยากทำให้ทุกอย่างดีไปหมด ไม่อยากให้ใครผิดหวังในตัวเราแม้แต่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ 

สะสมมาโดยไม่รู้ตัว จนมาถึงจุดหนึ่งที่ทำให้สารเคมีในสมองดังว่าเกิดความไม่สมดุล แล้วมีอาการแปลก ๆ อย่างนั้น

(โรคซึมเศร้าก็เกิดเนื่องจากลักษณะนี้เช่นกันครับ)

.

ถ้ามีคนใกล้ตัวเป็น ไม่ว่าจะโรคซึมเศร้า ย้ำคิดย้ำทำ หรืออะไรก็ตามที

ขอให้เข้าใจเค้า ไม่ต้องสั่งสอนเค้าว่าให้เข้มแข็ง ไม่ต้องหาคำคมปลุกใจ ให้กำลังใจอะไรทั้งนั้น

มันไม่ได้ผลเลยจริง ๆ ครับ ซ้ำร้ายอาจแย่กว่าเดิม ต้องระวังคำพูด

เพราะแค่นั้นก็สู้กับความคิดตัวเองเหนื่อยแล้วครับ เราแค่ทำให้เค้ารู้ว่ามีเราอยู่ข้าง ๆ 

มีเราที่เข้าใจเค้าอยู่ และที่สำคัญคือต้องพาเค้าไปพบจิตแพทย์ครับ ทำตามที่หมอบอก กินยาต่อเนื่อง อย่าหยุดยาเอง แล้วทุก ๆ อย่างจะดีขึ้น

.

เพิ่มเติมเล็กน้อยสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ขอให้หมั่นสอดส่อง อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียวนาน ๆ 

และเราสามารถถามคำถามได้ว่า "เคยคิดอยากจะตายไหม?"

อันนี้ถามได้ ไม่เป็นอันตราย เมื่อเขาได้เล่าให้ฟังดังนั้นแล้ว ก็ให้พาไปพบแพทย์นะครับ

หลาย ๆ คนเราไม่ทันได้สอบถามเค้าเลย เค้าก็จากไปเสียก่อนแล้ว

ไม่มีใครควรตายเพราะโรคซึมเศร้า และไม่ควรจะกล่าวว่าคนที่ฆ่าตัวตายเพราะโรคนี้เป็นคนอ่อนแอ แต่เขาหมดหนทางจริง ๆ มันคิดอะไรไม่ออกแล้วครับว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไง

.

ยังไงถ้ามีข้อมูลตรงไหนผิดพลาด บอกกล่าวกันได้นะครับ ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบครับบบบ





ให้กำลังใจ 9
หยิกหู 0
แจกหู 517
ความคิดเห็นที่ : 1

somkiatr

13/12/2018 21:56:30
1,619
คนที่ผมรู้จักเป็นแบบที่คุณเล่ามาครับ ปัจจุบันคนที่เป็นโรคนี้มีจำนวนเยอะมาก โรคนี้บางรายก็เรียกว่า Bipolar หรืออารมณ์ 2 ขั้ว คือเดี๋ยวมีอาการซึมเศร้า เดี๋ยวมีอาการร่าเริงแบบเยอะเกิน กลับไปกลับมา โรคนี้ต้องทานยาต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆเพื่อควบคุมสารเคมีในสมองไม่ให้มันผิดปกติ ถ้าขาดยาเมื่อไหร่อาการก็จะกำเริบ เหมือนที่เห็นเป็นข่าวในทีวีบ่อยๆ  คุณโชคดีมากครับที่สามารถควบคุมมันได้    การที่สามารถควบคุมอาการได้นี่ผมถือว่าคุณต้องมีจิดใจและความมุ่งมันที่ดีมากครับ  นึกถึงหนังเรื่อง "A Beautiful Mind" ที่พระเอกเป็นโรคจิต เห็นภาพหลอน จนคิดเป็นจริงเป็นจัง หมอให้กินยา แต่ก็ทำให้ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ตอนหลังก็เลือกที่จะไม่ใช้ยาหันมาควบคุมอาการด้วยตัวเอง จนในที่สุดก็สามารถควบคุมได้  ซึ่งความจริงแล้วภาพหลอนที่เห็นอยู่ไม่ได้หายไปไหน เขายังคงเห็นมันอยู่ แต่เขาเลือกที่จะไม่สนใจมัน และมุ่งมั่นทำงานวิจัยในสิ่งที่ตัวเองรักจนในท้ายที่สุดเขาได้รับรางวัลโนเบล
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 2
ความคิดเห็นที่ : 2

นายมั่นคง

13/12/2018 22:16:30
3,685
เอาใจช่วยครับ^^

นี่ต้องถือว่าโชคดีที่ตรวจสอบและค้นพบสาเหตุที่แท้จริงได้ เพราะโรคซึมเศร้านั้นการแสดงอาการของแต่ละคนนั้นต่างกัน หนักเบาไม่เท่ากัน และรูปแบบมีความแตกต่าง เคยสังเกตุบางคน ถ้าวันไหนแดดออกท้องฟัาสดใส คนนั้นจะร่าเริ่งปกติ แต่ถ้าวันไหนอากาศขมุกขมัว ฟ้าหม่นแดดหุบ ฝนเริ่มตกพรำ บางคนก็นั่งร้องไห้แบบหาสาเหตุไม่เจอ แต่พวกนี้เป็นอาการอย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้า

ปล.ขออนุญาตมอบ 500 point ให้ครับ ที่เอาเรื่องที่เป็นประโยชน์ที่หลายคนไม่เคยทราบมาก่อนมาแชร์ให้ฟังครับ^^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 3

เหน่งบา

14/12/2018 03:00:46
1,396
ขอบคุณที่อุตส่าห์เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวมีสาระครับ น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้มากเลย
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 4

redondo16

14/12/2018 10:09:02
40
เป็นกำลังใจให้ครับ ผมเรียนจิตวิทยามาตอนป.ตรี แต่ไม่ได้ใช้ในงานเท่าไร เข้าหม้อคืนอาจารย์หมดละ 55

การที่คุณไปพบจิตแพทย์ เป็นความกล้าที่น่าชื่นชมครับ เพราะสังคมไทยโดยส่วนใหญ่จะมองเรื่องการพบจิตแพทย์คือคนบ้า จิตวิปริต หรือในเชิงลบมากๆ ซึ่งจุดนี้คงเปลี่ยนแปลงอะไรยาก ผมคิดว่าอาจจะมาจากสื่อต่างๆเช่น ละครไทย แต่เรื่องนี้คงถกกันยาว ข้ามดีกว่า

อาการป่วยของจิตใจ ผมอยากให้มองเหมือนร่างกายเราป่วยน่ะครับ เช่นท้องเสีย เป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน เหล่านี้ไม่ได้แปลว่าร่างกายอ่อนแอ จิตใจก็เหมือนกัน การเป็นโรคซึมเศร้า ย้ำคิดย้ำทำ ไบโพล่า หรือโรคอื่นๆ ก็ไม่ได้แปลว่าจิตใจเราอ่อนแอ ต้องเข้าวัดหรือทำจิตให้เข้มแข็ง แต่มันมาจากการหลั่งสารเคมีในสมองที่ผิดปกติ ซึ่งแก้ได้ด้วย Therapy และใช้ยาประกอบกัน การจะให้ไปเข้าวัดนั่งสมาธิ อาจจะแก้ไม่ตรงจุด เหมือนคุณท้องเสียแล้วกินพารานั่นแหละ การปรึกษาจิตแพทย์จึงเป็นทางแก้ที่ถูกต้อง อยากให้มองการพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติเหมือนไปพบแพทย์เมื่อเราป่วยทางกายครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 5

UltraPix

17/12/2018 19:48:58
544
ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนมาก ๆ ครับ 

ขอเพิ่มเติมเล็กน้อยเกี่ยวกับวิธีการง่าย ๆ ที่หมอให้ผมปฏิบัติเพื่อการบัดบำเพื่อต่อสู้กับอาการกังวลย้ำคิดย้ำทำ
ซึ่งมีแนวทางอยู่ 3 ประการ (ผมไม่แน่ใจว่ามันมีศัพท์เฉพาะทางไหม แต่ในที่นี้ขอใช้เป็นศัพท์ง่าย ๆ ละกันนะครับ) อันได้แก่

1. Externalization - คือการที่ให้เราตระหนักไว้เสมอว่าความคิดกังวลใจต่าง ๆ อาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เรากำลังรู้สึกนั้นมันเป็นเพราะอาการของโรคย้ำคิดย้ำทำนี้ ไม่ได้เกิดจากตัวตนของเราจริง ๆ ไม่ใช่ความกังวลที่ควรมีอยู่จริง มันเป็นเพียงผลกระทบจากโรคย้ำคิดย้ำทำซึ่งเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง
อันนี้เราไม่ได้กำลังหลอกตัวเองนะครับ แต่เป็นการทำให้เราตระหนักรู้ว่าจริง ๆ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเผชิญอยู่นั้นคืออะไร

2. Self-Taking - คือการให้เราบอกกับตัวเองว่า สิ่งที่เราคิดกังวลนั้นมันไม่ใช่ปัญหา ทุก ๆ อย่างมีหนทางแก้ไขบรรเทา และในกรณีที่มีอาการหลงผิดมโนคิดว่าตัวเองไปทำอะไรชั่ว ๆ มาหรือเปล่า ก็ให้ใช้แนวทางนี้บอกตัวเองว่าในความจริงแล้วเราไม่ใช่คนที่จะไปทำสิ่งเลวร้ายอะไรอย่างนั้น ถ้าเราทำ เราก็ต้องรู้ตัว ค้องจำได้แล้วสิว่าเราทำอะไรลงไปบ้าง 

3. Exposure คือการเผชิญกับสิ่งที่กลัว วิธีการนี้เป็นวิธีการที่เด็ดดวงที่สุด และใช้งานได้จริงไม่ใช่แค่กับโรคย้ำคิดย้ำทำ แต่ยังใช้ได้กับความกังวลหรือความกลัวในชีวิตประจำวันของเราได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างกรณีโรคย้ำคิดย้ำทำ สมมติว่าเรามีอาการกลัวว่าจะลืมปิดน้ำไว้ (แล้วเกิดอาการย้ำคิดคือกังวลว่าจะลืมปิดน้ำ กลัวเกิดความเสียหาย แล้วก็เกิดอาการย้ำทำ คือเดินไปเช็คบ่อย ๆ ว่าตัวเองปิดก๊อกน้ำนั้นหรือยัง) วิธีการตามแนวทาง Exposure คือ ให้เราเปิดน้ำทิ้งไว้เลย แล้วเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ ค่อยมาปิด ห้ามเดินมาเช็ค ห้ามทำอะไรเด็ดขาด แม้จะมีความกังวลและทรมานใจก็ต้องทน เมื่อทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เราจะเลิกกังวลไปเอง 


นอกจากนั้น ถ้าหากเรามีคนใกล้ตัวเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ แล้วเขาเกิดสอบถามเราเกี่ยวกับสิ่งที่เขากังวล เช่น กังวลเรื่องลืมปิดน้ำ แล้วเขาก็มาถามเราว่าปิดน้ำหรือยัง แบบนี้เราห้ามบอกเขาเด็ดขาด เพราะการไปตอบสนองต่ออาการของโรคย้ำคิดย้ำทำยิ่งจะทำให้อาการแย่กว่าเดิมครับ (หมอมักจะบอกญาติผู้ป่วยว่า ถ้าหากผู้ป่วยถาม ให้ตอบไปว่า "หมอไม่ให้บอก")


ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 6

UltraPix

17/12/2018 19:50:15
544
แก้ไขคำผิดจาก reply บน 

2. Self-Talking*** นะครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 7

นายมั่นคง

17/12/2018 21:55:10
3,685
ขอบคุณที่เอาประสบการณ์ตรงมาแชร์กันนะครับ^^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 8

มีอาการpanic

18/12/2018 09:38:10
รบกวนขอชื่อ โรงพยาบาล และแพทย์ที่ดูแลได้ใหม อยากไปหาเหมือนกัน ขอบคุณครับ
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 9

UltraPix

18/12/2018 10:10:51
544
ตอบ rep 8 ครับ

ผมไปรักษาที่ รพ. ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ (ใน ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต) ครับผม 

คุณหมอหลักที่ดูแล ตอนนี้ย้ายไปแล่้วครับ ส่่วนหมอที่ทำจิตบำบัด ผมก็จำชื่อคุณหมอไม่ได้เลยครับ ต้องขออภัยมาก ๆ ครับ

อย่างไรก็ดีไม่ต้องกังวลครับ คุณหมอที่นี่ทุกคนมีความสามารถและเก่งมาก ๆ ฮะ รพ.เค้าจะจัดแพทย์ที่เหมาะกับอาการเราให้ครับผม ยังไงก็สามารถแจ้งเพิิ่มเติมได้ว่าต้องการรักษาด้วยกระบวนการจิตบำบัด (CBT) ควบคูู่ไปด้วยครับ 

เป็นกำลังใจให้นะครับผม ตั้้งใจรักษา ทำตามคำแนะนำคุณหมอ ทานยาสม่ำเสมอไม่หยุดยาเอง สร้างกำลังใจให้ตัวเองแล้วอดทนรอสักอึดใจ ชีวิตจะมีความสุขกว่าเดิมแน่นอน

พี่ ๆ พยาบาลทุุกคนที่แผนกสุขภาพจิตบริการดีีมาก ไม่ต้องกังวลนะครับ ไปหาหมอเลยฮะเพื่อตัวเราเอง
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 10

UltraPix

18/12/2018 10:15:08
544
ขอบพระคุณเฮียสำหรับพื้นที่เช่นกันครับ

ปล. รู้้สึกว่าพิมพ์ในช่อง reply ผ่านโทรศัพท์ 
แล้วตัวอักษรมันโดดไปโดดมาแปลก ๆ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 11

สมัครเล่น

18/12/2018 10:47:47
247
ผมมีลูกจ้างเก่าอยู่คน
ตอนมาเริ่มทำงานกับผม สุขภาพจิิตนางดีมาก
ขยันทำงาน ยิ้มเก่ง 
มาวันหนึ่ง แฟนของนางที่ทำงานจังหวัดอื่น มาบอกเลิก
จากนั้นนางก็ซึม เศร้า 
สุดท้ายก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า เริ่มทำงานไม่ได้
ส่งตัวไปรักษา ก็ยิ่งนับวันก็ยิ่งไปกันใหญ่ 
ยาที่หมอจ่ายให้ ก็ทำให้ความสามารถในการทำงานลดลงมาก
สุดท้ายนางก็ลาออก กลับไปรักษาตัวที่บ้าน
เวลาก็ผ่านมา 3-4 ปี 
เมื่อไม่นานนี้ นางก็มาหาผมที่ทำงาน ดูดีขึ้น พูดจารู้เรื่องขึ้น
อ้วนท้วนสมบูรณ์จากยาที่หมอให้ 
แต่... คุยกันไปมาสักพัก นางก็ตาขวางใส่ผม
เลยต้องจบการสนทนา

โรคนี้ น่าเห็นใจมากครับ ไม่มีใครอยากเป็นกัน
แต่ชีวิตเรา บางครั้งเรื่องบางเรื่องก็กำหนดไม่ได้จริง ๆ 
ต้องเป็นผู้มีจิตใจและร่างกายที่สมบูรณ์ เข้มแข็งเข้าไว้ครับ

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 12

มีอาการpanic

18/12/2018 12:24:44
ขอบคุณมากฯครับ k ultrapix
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 13

นายมั่นคง

18/12/2018 22:49:14
3,685
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 10 - UltraPix
ขอบพระคุณเฮียสำหรับพื้นที่เช่นกันครับ

ปล. รู้้สึกว่าพิมพ์ในช่อง reply ผ่านโทรศัพท์ 
แล้วตัวอักษรมันโดดไปโดดมาแปลก ๆ

อันนี้ผมไม่แน่ใจเหมือนกันเรื่องพิมพ์บนโทรศัพท์ แต่ผมใช้ iphone ทุกอย่างปกติครับ ยังไงลองแจ้งข้อมูลเพิ่มมาได้เลยนะครับ^^

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 14

นายมั่นคง

18/12/2018 22:49:25
3,685
ส่วนเรื่องที่คุณ Ultrapix นำมาเล่านี้ ถือว่าเป็นวิทยาทานอย่างดีเลยครับ คำว่าโรคซึมเศร้าในยุคหลายสิบปีที่ผ่านมา เหมือนกับมันเป็นเรื่องแปลก เรื่องห่างตัว มีด้วยหรือนี่ หรือถ้าคุณหมอบอกว่าใครเป็นโรคนี้จะรู้สึกฉงนว่าตัวชั้นเป็นโรคซึมเศร้าได้ยังไง

แต่ปัจจุบันผมว่าทุกคนเริ่มเข้าใจกับโรคนี้มากขึ้น การเก็บงำปิดบังไม่อยากบอกใครหรืออายไม่กล้าไปปรึกษาแพทย์ น่าจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องอีกต่อไป ลองอ่านกระทู้นี้แล้วจะทราบรายละเอียดได้ดีครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 15

crabfather

19/12/2018 10:06:00
65
ปีนี้ผมก็แย่ๆ ครับ พ่อเสียตอนกลางปี หลังจากนั้นก็ซวยหลายเรื่อง ทำมือถือหล่นหายในโบสถ์วัดราชนัดดา (ยังไม่ได้ผ่อนงวดแรกเลย ดีที่มูลค่าไม่แพงมาก 6990 บาท) กินปาท่องโก๋แล้วมีกลิ่นแอมโมเนียฉุนมากออกมา ซื้อกล้องฟิล์มเก่าๆ มาก็มีปัญหาต้องส่งซ่อมอีก (ตอนก่อนจ่ายตังก็ลองแล้วเรียบร้อยดี แต่พอมาลองฟิล์มม้วนแรกก็มีแจ๊คพอตเลย) บางทีก็เซ็งๆ เหงาๆ ไม่ค่อยอยากจะทำอะไร ถ่ายรูปก็ถ่ายน้อยลง วนกลับมาฟังเพลงที่ชอบก็เบื่อ สงสัยคงต้องหาเวลาโดดงานไปที่ไหนไกลๆ เหมือนก่อนซะแล้ว 5555555 
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 16

นายมั่นคง

19/12/2018 11:29:52
3,685
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 15 - crabfather
ปีนี้ผมก็แย่ๆ ครับ พ่อเสียตอนกลางปี หลังจากนั้นก็ซวยหลายเรื่อง ทำมือถือหล่นหายในโบสถ์วัดราชนัดดา (ยังไม่ได้ผ่อนงวดแรกเลย ดีที่มูลค่าไม่แพงมาก 6990 บาท) กินปาท่องโก๋แล้วมีกลิ่นแอมโมเนียฉุนมากออกมา ซื้อกล้องฟิล์มเก่าๆ มาก็มีปัญหาต้องส่งซ่อมอีก (ตอนก่อนจ่ายตังก็ลองแล้วเรียบร้อยดี แต่พอมาลองฟิล์มม้วนแรกก็มีแจ๊คพอตเลย) บางทีก็เซ็งๆ เหงาๆ ไม่ค่อยอยากจะทำอะไร ถ่ายรูปก็ถ่ายน้อยลง วนกลับมาฟังเพลงที่ชอบก็เบื่อ สงสัยคงต้องหาเวลาโดดงานไปที่ไหนไกลๆ เหมือนก่อนซะแล้ว 5555555 
เอาใจช่วยครับ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่มีอะไรอยู่กับเรานาน ไม่ว่าจะความทุกข์หรือความสุขครับ^^


ทุกเรื่องทุกปัญหามีทางออกครับ แต่ถ้าไม่มีทางออกก็ให้ไปออกตรงทางที่เข้าแทน 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
"ขอเล่าประสบการณ์ป่วยทางจิตใจให้ฟังกันครับ + แนวทางรักษาคร่าว ๆ"