Guest
หมวดหมู่ > เว็บบอร์ด จับฉ่าย

ช่องทางการติดต่ออื่น

  • Munkonggadget
  • Munkonggadget Reviews
  • Munkonggadget Reviews
  • Munkonggadget Contact Us

ครั้งแรกในชีวิตกับประสบการณ์รับของที่กรมศุลกากร (สุวรรณภูมิ)

Furch

07/01/2018 02:19:20
615
ออกตัวก่อนนะครับ ว่าไม่ได้ตั้งใจจะตั้งกระทู้จึงไม่ได้ถ่ายรูปสถานที่มาไว้ด้วย แต่หลังจากเจอเหตุการณ์ประทับใจจากการรับของครั้งนี้ จึงอยากจะตั้งกระกระทู้ไว้เผื่อมีพี่ๆ น้องๆ ท่านใด เปรี้ยวส่งของด้วยบริษัทเอกชนและจะไปรับเองแบบผม จะได้ใช้เป็นแนวทางหรือหลีกเลี่ยงต่อไปนะครับ 

เริ่มเรื่อง คือผมสั่ง Amplifier จาก Benchmark เข้ามาซึ่งทางผู้จัดการของ Benchmark นั้น reccommend DHL โดยให้เหตุผลว่า "เร็ว" เค้าทำ Invoice ส่งมา เราก็ด้วยความอยากได้  ก็ โอเค!!! (เสียงสูงมาก) จะได้เอามาฟังกับลำโพง ซึ่งถอยมานอนอยู่ในกล่อง 4 เดือนแล้ว ยังไม่ได้ฟัง เพราะไม่มี power amp และติดทำ IS ป.โท เพิ่งจะทำเล่มดำส่งอาจารย์ไปเมื่อ 26 ธ.ค. 60 นี้ จบปั้บ จัดเลย สั่งซื้อทันทีตาม Invoice คืนวันที่ 2 ม.ค. 61

วันที่ 3 ม.ค. 61 ไปทำงาน พอเพื่อนที่ทำงานทราบข่าวว่าส่งด้วย DHL ก็เตือนมาว่าค่าใช้จ่ายที่ตามมามันเยอะนะ ระวังด้วย เราก็คิดในใจ "หรอวะ" มันจะมีอัลไลมากมายกว่าค่าภาษีก็ลองหาข้อมูลดู และสอบถามคนที่เคยส่งดู ปรากฎว่า เออ เฮ้ย ค่าใช้จ่ายมันเยอะจริง โดนค่าบริการ ค่าธรรมเนียมเกือบเท่าค่าภาษี บาง case มากกว่าค่าภาษี จนค่าของแพงขึ้นเกิน 100% ผมก็คิด อื้ม here แล้วไง เกิดความ noid โทรไปสอบถาม DHL ในรายละเอียด ซึ่ง ณ ตอนนั้น ผมก็ถูกหลอกล่อจนคิดว่าไม่น่าเยอะขนาดที่คนอื่นโดนกัน ก็โอเค เบาใจลง ทาง DHL ก็บอกว่าเดี๋ยวจะให้ทางแผนก messenger ติดต่อมา 

ยังวันที่ 3 ม.ค. 61 อยู่นะครับ แผนก messenger โทรมา เราก็นึกว่ามันไปเหลากันมาแล้วเรียบร้อย เพราะเกือบ ชม. โทรมาคุยได้ทันที ปรากฏว่า NO! แผนกที่รับเรื่อง ส่งเมลบอกเพียงแค่ "โทรกลับหาลูกค้าด้วย" ไม่ได้บอกรายละเอียด หลังจากท้าวความเสร็จ แผนก Messenger บอกว่าเดี๋ยวจะส่ง messenger มารับเอกสารก่อนเพื่อความรวดเร็วขึ้นในการส่งของ สิ่งแรกที่ต้องการคือบัตรประชาชน... ผมก็สอบถามทันที

ผมเอง : เด๋วนะ ผมหูฝาดไปรึเปล่า บัตรประชาชนหรอ?
DHL   : ใช่ค่ะ
ผมเอง : คุณตลกอะไรป่ะเนี่ย ใครเค้าจะให้กันบัตรประชนตัวจริง สำเนาบัตรรึเปล่า กับใบมอบอำนาจอะไรแบบนั้น
DHL   : ไม่ค่ะ ต้องบัตรประชาชนตัวจริงเท่านั้น เพราะต้องใช้ยื่นที่กรมศุลกากรเพื่อดำเนินการ และต้องใช้ในการ register ให้ DHL เป็น shipping ของคุณ
ผมเอง : (คิดในใจ ลูกชายวัยรุ่นเหอะ ใครจะให้วะ) คุณมี solution ที่ดีกว่านี้มั๊ย แบบนี้ผมไม่ OK นะ ให้ไม่ได้หรอกบัตรประชาชนตัวจริง และผมก็ไม่คิดว่าจะใครยอมให้ด้วย
DHL   : ถ้าไม่ให้บัตรประชาชนตัวจริง ก็ต้องมาเจอกันที่สุวรรณภูมิ เพื่อ register แล้ว DHL ถึงจะเริ่มดำเนินการให้ แต่ต้องเป็นวัน จันทร์ - ศุกร์ เท่านั้นและในเวลาทำการคือ 8.00 - 16.00 น. หลังจากนั้นจะต้องเสียเงินเพิ่ม 200 บาท เป็นค่า OT
ผมเอง : หะ ต้องไปเองที่สุวรรณภูมิ แถมไปเกิน 4 โมงเย็นต้องจ่าย OT 200 บาท แถมต้องลางานไปด้วย
DHL   : ใข่ค่ะ ค่า OT จ่ายให้ทางกรมศุลกากร ส่วนค่าดำเนินการของ DHL จะคิดเมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว
ผมเอง : ถ้าต้องลางานไปเองถึงสุวรรณภูมิ ผมจะจ้างคุณทำมะเขืออะไรครับ ถ้าไปเอง ผมก็ทำเองเลยไม่ดีรึ
DHL   : แต่คุณเข้าเขต free zone ไม่ได้ ถ้าคุณจะเข้าไปก็ต้องให้ DHL พาเข้าไปอยู่ดี ทำเองไม่ได้หรอก ยังมีเรื่องเอกสารที่ต้องดำเนินการอีก
ผมเอง : (คิดในใจ เป็นไปไม่ได้ แล้วงี้คนที่จะเอาของเอง มันจะทำกันได้ไงวะ มันต้องมีช่องทางสิ) ก็เลยบอกว่า โอเค เดี๋ยวผมหาข้อมูลก่อนละกัน แล้วค่อยว่ากันใหม่ และวางไป

ผมก็โทรไปกรมศุลกากร 1164 ถามทุกสิ่งที่อยากรู้ เข้า free zone ได้มั๊ย รับของเองได้มั๊ย ทำยังไง ค่า OT ค่าอื่นๆ ก็รู้ว่า ทำเองได้ทุกอย่าง แต่ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า AB (Airway Bill) และ DO (Delivery Order) และ Invoice ถึงจะทำได้ ก็โอเค เราขาด AB & DO เดี๋ยวค่อยคุยกับ DHL อีกที วันที่ของมา ซึ่งนางบอกว่าของจะถึงวันที่ 10 ม.ค. 61 ในตอนนั้นก็คิดว่า มัน "เร็ว" ตรงไหนวะ มารดาเอ๊ย อาทิตย์นึงของถึงมา ก็เท่าๆ กับ ส่ง Priority Mail ปกติของอเมริกา ตรงนี้ก็จบวันที่ 3 ม.ค. 61 ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 510
ความคิดเห็นที่ : 1

Furch

07/01/2018 03:43:03
615
วันที่ 6 ม.ค. 61
กด tracking number ตอนบ่าย 2 โมงครึ่ง ดูว่าของอยู่ไหนแระตอนนี้ อ้าววว! ของมาถึงประเทศไทยเมื่อ 6 โมงเช้า เแล้วไม DHL มันไม่โทรมาบอกวะ จัดการโทรไป DHL ทันที ก็ได้รับการยืนยันว่าของมาถึงแล้ว แต่ที่ไม่โทรบอกเพราะไม่ใช่ จันทร์ - ศุกร์!!! คิดในใจ ลูกชายวัยรุ่นละไง จะดองของให้มีค่าฝากของไว้ที่โกดังอีกรึไง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องโทรมาติดต่อเพื่อให้ไป register หรือส่ง messenger มารับบัตรเหมือนที่บอกไว้ก่อนหน้า นี่มารดาอัลไลวะ เงียบกริบ 

ผมเอง : ผมจะไปรับเอง วันนี้เลยเพราะของถึงแล้ว (กลัวของค้างในโกดังเกิน 3 วัน ต้องจ่ายค่าฝากคลังเพิ่ม 555) 
DHL   : คุณเข้า free zone ไม่ได้ค่ะ ทำเองไม่ได้ และวันนี้วันเสาร์ กรมศุลกากรไม่ทำงานแล้ว อย่างเร็วสุดคือวันจันทร์
ผมเอง : (หัวเราะในใจ  หึ หึ หึ จะสตอเบอรี่อะไร กรูถามมาหมดแร้ว!!!) ศุลกากรทำงาน 24 ชม. ครับ เพียงแต่วันนี้วันเสาร์ถ้าจะทำวันนี้ ผมต้องจ่ายค่าเคาะประตู 300 บาท ค่า OT 200 บาท เพื่อให้เค้าทำงาน และเข้า free zone ก็เข้าได้ ทำบัตรชั่วคราวเข้า 30 บาท/ 1 วัน ผมถามกรมศุลมาแล้ว
DHL   : (อึ้งไปแปปนึง คงไม่นึกว่าเราจะถามกรมศุลมาแล้ว) งั้นเดี๋ยวรอสักครู่นะคะ จะโอนสายให้
DHL2 : จะรับเองนะคะ ยืนยันใช่มั๊ย การเดินเอกสารต้องทำเองทุกอย่าง และเมื่อรับ DO จาก DHL แล้ว ถือว่าบริการสิ้นสุดนะคะ
ผมเอง : ไม่มีปัญหาครับ รับเองแน่นอน
DHL2 : โอเคค่ะ เดี๋ยวจะทำเรื่องย้ายสินค้าไปโกดัง BFS ให้ภายใน 2 ชม. และให้มารับ DO ก่อน 5 โมงเย็น เพราะ office ปิด 5 โมง
ผมเอง : หะ ก่อน 5 โมงเย็น ตอนนี้จะบ่าย 3 แล้ว
DHL2 : ใช่ค่ะ ไม่งั้นก็ต้องวันจันทร์ เเพราะไม่มีคนทำงาน
ผมเอง : โอเค งั้นเดี๋ยวผมไป

ทางที่เร็วที่สุดที่จะไปได้ทันก่อน 5 โมง เพราะจำได้ว่าถ้าเอารถไปเองหรือไป taxi เกิน 2 ชม. แน่ๆ จากนนทบุรีไปสุวรรณภูมิ ไหนจะต้องหาที่จอดอีก ผมก็จัดการขึ้น taxi ไปต่อรถไฟฟ้า และไป airport link ถึงสุวรรณภูมิประมาณ 4 โมง เดินหลงทาง เพราะไม่รู้ว่าจะขึ้นรถต่อไปตรงไหนครึ่ง ชม. พอ 4.30 โดยประมาณ ขึ้น shuttle bus ฟรีของสนามบิน ย้ำนะครับ ใครไปด้วยวิธีผมให้ไปขึ้น shuttle bus สาย L และลงบริเวณตึก AO4 มันจะมีอักษรอยู่แปะอยู่ที่ตึก แต่ถามคนขับเอาให้บอกที่ลงให้ ชัวร์กว่า ตอนไปถึงครั้งแรก ผมก็ไม่เห็นนะ เพิ่งเห็นตอนเดินเอกสารหลายรอบ 

สถานที่ขึ้น shuttle bus จะอยู่ชั้น gorund หลังอาจารผู้โดยสาร ที่จะมี taxi รอรับคน เราก็เดินเลยมาถึงถนน จะมี tent สีเทาๆ เป็นสัญลักษณ์ ใกล้ๆ จะมีคนยืนต่อแถวรอขึ้นรถตู้อยู่ 

พอถึงตึก AO จะมี 4 ตึกนะครับเรียงกัน 1 - 4 ใครใช้ shipping ไหนก็ไปตามตึกที่คุยกันไว้เลยครับ ส่วน DHL ที่ผมไปอยู่ตึก AO2 ชั้น 4 ผมก็เดินขึ้นไปเอาใบ DO แล้วก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการ print DO 350 บาท ปกติถ่ายที่ร้านถ่ายเอกสาร ขาว - ดำ แบบนี้ 50 ตังค์ เท่านั้น เต็มที่ 1 บาท มารดามัน 350 บาท เอาๆ ถือว่าจบกันแค่นี้ เราก็ไปต่อ ซึ่งตรงนี้ ผมเดินวนไปมาหลายตึก และหลายรอบมาก พูดตรงๆ นะครับ เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ไม่ได้ถูกอบรมเพื่อให้บริการประชาชนอย่างถูกต้องแน่ๆ และเข้าใจว่าพวก shipping ที่ทำอยู่ ก็คงทำจนรู้ process หมดว่าเอกสารที่ต้องใช้จริงๆ มีอะไรบ้าง กี่ชุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำอะไรผมไม่ได้นะครับ แถมยังต้องเดินมากกว่าที่จำเป็น เพราะเอกสารไม่ครบบ้าง เจ้าหน้าที่ลืมดูให้ครบบ้าง ไม่รู้ว่าเอกสารที่ต้องใช้ ณ จุดที่ตัวเองทำอยู่นั้นมาจากไหนบ้าง ฯลฯ ทำให้ผมใช้เดินเอกสารในวันเสาร์จาก 16.30 ทำเสร็จจนได้ของออกมา 22.30 โดยประมาณ ซึ่งเวลาที่ผมทำนี่แทบจะไม่มีคนเดินเอกสารเลยนะครับ เดาว่าเพราะต้องจ่ายเพิ่มฟรีๆ 500 บาท ค่าเคาะประตู 300 และค่า OT 200 จึงไม่มีใครทำกัน แต่ผมก็ทำล่ะ จะให้ลางานมาทำวัน จันทร์ - ศุกร์ แถมมาเจอคนเยอะๆ รอคิวนานๆ ไม่ไหวนะ ตรงนี้เดี๋ยวจะสรุปว่าเดินยังไงให้จบแบบเดินน้อยที่สุดเท่าที่ผมเข้าใจเลยนะครับ ถ้าเขียนแบบเล่าเดี๋ยวจะเดินวนขาลากแบบผม

1. ไปเอา AB & DO ที่บริษัทที่คุณให้นำของเข้ามา จะอยู่ในตึก AO1 - AO4 คุยกับ customer service ของบริษัทและจดให้ดีๆ ครับ รวมถึงชื่อโกดังที่ของลงด้วย ของผมโกดัง BFS มันจะมี BFZ ด้วยมั้งที่เจ้าหน้าที่คุยกัน อาจมีโกดังอื่นด้วยก็ถามบริษัทมาให้ครบครับ อย่าลืม เพราะเดี๋ยวจะซวยเดินหลง

2. พอได้ AB & DO ให้เดินไปตรงทางเข้าที่กรมศุลกากรสุวรรณภูมิ สามารถขับรถไปเองก็ได้นะครับ เพื่อทำบัตรเข้า free zone จะมีแบบ 1 วัน 30 บาท และ 7 วัน 110 บาท สำหรับแบบ 1 วัน ระบุไว้ว่า 24 ชม. แต่เอาเข้าจริงผมทำบัตรตอน 17.30 น. เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าเกินเที่ยงคืนต้องมาทำใหม่ ตรงนี้ก็ระวังเรื่องเวลากันให้ดีนะครับ แต่ถ้าเดินเอกสารเสร็จแล้วฝังตัวอยู่ใน free zone เกินเที่ยงคืนไม่ออกมาแล้วเข้าใหม่ ก็สามารถอยู่ยาวเกินเวลาได้นะครับ

3. พอได้บัตรเข้า free zone แล้ว ถ้าขับรถมาเอง ก็พุ่งเข้าไป free zone ได้เลยครับ แต่ถ้ามาแบบผม ก็ต้องเดินเลาะรั้วไปเข้าตรงที่อนุญาตให้เข้าสำหรับพวก shipping และคนที่เดินเอกสารเอง ก็ใช้บัตรประชาชนคู่กับบัตร free zone ในการเข้าต้องใส่รองเท้าหุ้มส้นนะครับ ผมใส่แตะไปเพราะไม่รู้ เค้าก็อนุโลมให้เข้าได้และลงบันทึกไว้ว่า ไม่รู้ระเบียบ แต่ถ้าไปวันจันทร์ - ศุกร์ เวลาทำการ อาจจะเข้าไม่ได้ ก็ใส่หุ้มส้นไปเอาเซฟกันดีกว่าครับ ***เพิ่มเติม ก่อนเข้า free zone ไปหานายตรวจขอพิกัด ให้ไปเอา "ใบอนุญาตให้ทำการล่วงเวลา" ตรงตึกใกล้ๆ freezone ที่จ่ายเงินภาษีกับอื่นๆ ในขั้นตอนที่ 6 น่ะครับ เอาเข้าไปให้นายตรวจเซ็นต์ด้วย เพราะถ้านายตรวจไม่เซ็นต์ มันจ่ายล่วงเวลาไม่ได้ครับ

4. ไปตึกที่เจ้าหน้าที่ออกของอยู่ ผมจำชื่อตึกไม่ได้ละวันนี้ไม่ได้กินปลา ลองถามดูนะครับ แต่มันเป็นตึกแรกที่เห็นทางขวามือหลังผ่านการตรวจบัตรเข้ามาใน free zone เดินข้ามถนนมาหน่อยก็ถึงเลย ซึ่งในใบ DO จะระบุว่า สบศ. อะไร ก็ไปตามนั้นเลยครับ ของผม สบศ.1 ก็ถูกไล่ไปยังเจ้าหน้าที่ ที่ดูแล สบศ.1 ไปถึงก็ยื่น AB & DO & Invoice ให้เจ้าหน้าที่ และให้ระบุพิกัดภาษีและคิดค่าประกันเพิ่มมาก่อนนะครับ พิกัดภาษี จำนวนเงินต้องเอาจากเจ้าหน้าที่ ที่นี่ให้ได้นะครับ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินไทย เด๋วระบบมันคำนวณเงินไทยเองอีกตึกหนึ่ง สำหรับพิกัดภาษีที่ผมใช้วันนี้จะเป็น 8543.7090 เสียภาษีที่อัตรา 10%

ตรงนี้อธิบายเพิ่มนิดนึง คือ ของที่นำเข้ามา ต่อให้ใน Invoice มันไม่มีค่าประกัน มีแค่ค่าของกับค่าขนส่ง กรมศุลกากรก็จะเก็บภาษีจากประกันให้ได้นะครับ โดยจะ make ค่าประกันขึ้นมา 1% ของราคาของ ซึ่งผมถามไปแล้วว่า ค่าประกันเนี่ย มันไม่มีนะมาได้ไง และตอนที่ผมไปรับของที่ไปรษณีย์หลักสี่ เค้ามีการกรอกเอกสารแบบที่ไม่มีประกันด้วย ตามกฏหมายถ้าผมจำไม่ผิดเค้าก็ระบุไว้ว่า (ถ้ามี) อันนี้มันไม่มีแล้วจะคิดผมได้ไง ได้คำตอบว่า ใน CIF นั้น I คือค่า Insurance มันต้องมีครบทั้ง C, I และ F ถึงจะออกของได้ คือเจ้าหน้าที่อธิบายมา ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้ตรงคำถามผม แต่ก็เอาวะ ช่างมารดามัน ท้วงเยอะ เด๋วนานตอนนี้ก็จะ 2 ทุ่มละ ยอมจ่ายภาษีเพิ่มไปแบบไร้สาระประมาณ 200 บาท จากค่าประกัน 1% ที่เพิ่มขึ้นมา

อีกเรื่องนึงที่ต้องรู้คือ ต่อให้ใน AB & DO & Invoice มันจะมีระบุพิกัดภาษีมาแล้ว ก็ใช้ไม่ได้นะครับ ต้องใช้พิกัดภาษีของนายตรวจเท่านั้น เพราะเค้าเป็นคนมีอำนาจในการบอกว่าพิกัดนั้นถูกหรือผิด ซึ่งถ้าเค้าบอกว่าผิด ต้องไปแก้เอกสารใหม่ เดินกันอ๊วกนะครับ ถามเค้าให้ชัวร์ และถามเวลาเลิกงานของเค้าไว้ด้วย เพราะถ้านายตรวจเปลี่ยนคน พิกัดภาษีก็เปลี่ยนได้นะครับ ถึงจะเปิดจากตำราเล่มเดียวกัน แต่คนเปิดคนละกัน พิกัดไม่เหมือนกันครับ ผมโดนมาแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ที่บอกพิกัด บอกกับเจ้าหน้าที่ที่จะรับช่วงต่อไว้ด้วยว่าจะใช้พิกัดไหน เวลาเปลี่ยนคนจะได้ไม่มีปัญหาครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 8
ความคิดเห็นที่ : 2

Furch

07/01/2018 04:54:56
615
5. เดินกลับไปที่ตึกศุลกากร นอกเขต free zone จะอยู่ติดกับ AO4 นะครับ จะต้องเดินทะลุตึกที่มี 7Eleven ไป ไม่มั่นใจก็ลองถามคนแถวนั้นได้ครับ ถ้าเดินเข้าตึกจากทาง 7 ให้ไปด้านขวามือ ตอนผมไปมีเจ้าหน้าที่คนเดียว ไม่มีคนเดินเอกสารก็เลยง่ายหน่อย แต่ถ้าไปเวลาทำการคงต้องกดบัตรคิว และรอตามช่องครับ ที่นี่เราต้องกรอกเอกสาร Import Declaration Control ซึ่งเจ้าหน้าที่เรียกกันว่า การทำใบออกของ เค้าจะให้เรางมกรอกเองนะครับ และสุดท้ายอันที่เรากรอกเค้าจะให้กลับมาไว้ดูให้เจ็บใจเล่น ใบจริงๆ เจ้าหน้าที่จะกรอกเองและ print ออกมาครับ ซึ่งรายละเอียดพิกัดภาษี ราคาของ ค่าขนส่ง ค่าประกัน ฯลฯ ก็จะอยู่ในใบนี้ ชื่อเต็มของใบที่ทำนี้คือ "ใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม"

ตรงนี้ เจ้าหน้าที่ก็ว่าผมนิดหน่อยว่า ทำไมไม่จ้าง shipping เพราะการกรอกเอกสารเนี่ย (3 แผ่น แต่ละแผ่นเขียนไม่เยอะ แผ่นที่ 4 เซ็นต์ชื่อเฉยๆ) มันยุ่งยาก เค้าก็ต้องมีค่าวิชา ผมก็ตอบว่า ผมพยายามจะให้บริษัท shipping เค้าทำใบออกของให้แล้วครับ แต่เค้าไม่รับทำ เพราะผมมาในนามบุคคล ไม่ได้เป็นบริษัท บุคคลปัญหาเยอะเค้าไม่รับ เจ้าหน้าที่ก็เงียบไป ซึ่งก่อนที่ผมเดินมาเจอพนักงานคนนี้ ผมเจอพนักงานข้างนอกพยายามจะให้ผมใช้บริการ shipping ผี ซึ่งผมก็ได้ปฏิเสธไปนะครับ คือ shipping ที่มันอยู่ตามตึก AO1 - AO4 นี่ศุลกากรเค้าเรียกว่า counter service ซึ่งจะรับทำใบออกของ แต่ตอนผมไปถึงที่นั่น 5 โมงกว่าเหลือเปิดอยู่แค่ 2 บริษัท ซึ่งไม่รับทำบุคคลทั้งคู่ครับ ซึ่งค่ารับทำ counter service พวกนี้จะอยู่ที่ 140 บาท แต่ถ้า shipping ผี นี่ เจ้าหน้าที่แถวนั้นบอกว่าหลักพันขึ้นไปนะครับ ชอบใจแบบไหนก็ตามอัธยาศัยครับ

เพิ่มเติมจากที่คุยกับ DHL กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรมานะครับ สรุปได้ว่า การให้ shipping รับของให้นั้น ของใน lot นั้น จะโดนภาษีที่อัตราสูงสุดทุกชิ้น หมายความว่า ถ้ามีของ 10 ชิ้น มีชิ้นนึงที่ภาษี 30% อีก 9 ชิ้นนั้นต้องโดนภาษีที่ 30% ด้วย แม้ว่าสินค้าชิ้นอื่น ถ้า declare เองแบบบุคล บางชิ้นอาจต่ำกว่า 30% หรืองดเว้นภาษี แต่ถ้าเป็นบริษัท shipping เค้าจะเอาง่ายเค้า ซึ่งเหมาเลย คนสั่งสินค้าก็ซวยไปนะครับ เราจึงเห็นคนบ่นว่าทำไมภาษีมันถึงแพงนักเวลาผ่าน shipping พวก DHL, FEDEX ตรงนี้ผมก็เลยอนุมานว่า ที่บริษัท shipping มันไม่รับทำใบออกของบุคคลและบอกว่าปัญหาเยอะนั้น เอาจริงๆ คือความมักง่ายของพวก shipping เองที่ขี้เกียจกรอกเอกสารเยอะครับ 

6. พอกรอกข้อมูลได้ใบออกของจากตึกศุลกากรแล้ว ให้เดินกลับไปตึกที่อยู่ใกล้ๆ ที่ทำบัตรเข้า free zone เพื่อจ่ายค่าต่างๆ รอบแรกนะครับ ของผมที่ต้องจ่ายตรงนี้ก็มี
ค่าทำการล่วงเวลา                              200 บาท
ค่าเปิดที่ทำการนอกเวลา                       300 บาท
ค่าบริการบันทึกข้อมูล                          100 บาท
ค่าธรรมเนียมการผ่านพิธีการ                   200 บาท
ค่าอากรขาเข้า (10%)                    10,372 บาท
ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม                             7,986 บาท

7. พอได้ใบเสร็จสีฟ้าๆ มา ถ่ายเอกสาร AB & DO & Invoice 2 ชุดนะครับ แนบกับใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม อันนี้เจ้าหน้าที่ทำให้หลายใบอยู่แล้ว ก็กลับเข้า free zone ไปหานายตรวจตรงที่บอกพิกัดภาษีและ make ค่าประกัน ครับ ยื่นเอกสารทั้งหมดให้เค้า เค้าจะทำใบ Cargo Permit ให้ แล้วก็ไปตาม cargo ที่สินค้าเราอยู่ ของผมก็จะเป็น BFS Cargo Permit เจ้าหน้าที่ให้ผมมา 2 ใบ

8. ไปที่ Cargo ยังไม่ต้องไปตรงที่รับสินค้านะครับ ให้ไปที่การเงินของ Cargo นั้น กดบัตรคิวปุ่มล่างเพื่อจ่ายเงินอีกรอบ ผมไปตอนไม่มีคนแล้วก็ต้องกดบัตรคิวนะครับ ไม่งั้นพนักงาน cargo ไม่ทำให้ ตรงนี้จะมี DO ของ Cargo นะครับ ซึ่งจริงๆ ผมว่ามันทุเรศมาก เพราะจริงๆ Cargo มันยาวๆ มีป้าย DHL อยู่ล๊อคนึง แล้วก็ล๊อคที่ผมไปเอาของเป็นล๊อคกลางที่ shipping บริษัทต่างๆ จะเอาของจากล๊อคตัวเองมาไว้ เพื่อให้คนไปรับของ ก็จะถูกคิด DO รอบสอง หลังจากจ่ายให้บริษัท DHL ไปแล้วตอนทำใบ DO ตรงนี้ของผมจะมี
Delivery Order Fee                         320 บาท
Terminal Charge                            450 บาท
Cargo Permit Fee                           110 บาท
Additional Copy                                 2 บาท
พอจ่ายเงินแล้ว อย่าเพิ่งออกจากการเงินนะครับ ให้เดินไปกดบัตรคิวปุ่มบนอีกที เพื่อทำใบออกของ อันนี้ไม่มีเอกสารอยู่ในมือ ผมจึงใส่ชื่อเต็มของเอกสารไม่ได้ ถ้าอ่านตั้งแต่ต้นจะเห็นว่าผมใส่ชื่อเต็มไว้ให้ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่มันเรียกเอกสารทุกใบ นอกจากใบเสร็จว่า "ใบออกของ" หมด จากที่ผมเจอวันนี้นะ หน้าตาของใบออกของจากการเงินของ cargo จะคล้ายกับ BFS cargo Permit ที่ผมได้จากนายตรวจ แต่มันจะมีบางอย่างที่ต่างกัน ต้องได้ใบออกของจากการเงิน cargo นี้เท่านั้น ถึงจะออกของได้นะ เค้าจะให้มา 2 ใบ 

คนที่อยู่ใน cargo ที่เอาของให้เราจะรู้จะดูใบออกของและรู้ว่าอันไหนใช้ได้ แต่มารดาบอกมั่วซั่วมาก บอกว่าของผมติดเปิดตรวจ ให้เปิดกล่องถ่ายรูป แล้วเอาไปให้นายตรวจดู พอย้อนไปหานายตรวจ นายตรวจงง บอกว่าไม่ได้ติดใจอะไร รูปของก็เห็นจากมือถือผมแล้ว ราคาก็ชัดเจนก็ผ่านให้แล้วไม่งั้นจะออกใบ cargo permit ให้ได้ไง นายตรวจก็บอกว่าอาจจะติดกองปราบ ผมก็เดินไปกองปราบซึ่งอยู่ใน free zone นะครับ ใกล้ๆ กับที่นายตรวจอยู่ ซึ่งกองปราบก็บอกว่า เค้าไม่ได้กักของผมไว้ ในบันทึกวันนี้ไม่มีกักของ ผมก็กลับไปได้ ใบออกของจากการเงินของ cargo นั่นเอง 


สำหรับค่าใช้จ่าย ถ้าใครทิ้งของไว้ในโกดังถึงวันที่ 3 ซึ่งในกรณีนี้ ผมถามมาด้วยนะ เค้านับแบบนี้นะครับ ของผมลงวันเสาร์นับเป็นวันที่ 1 พอถึงวันจันทร์เป็นวันที่ 3 ก็จะคิดเงินเพิ่มตั้งแต่วันจันทร์เลย พอนึกกันออกมั๊ยครับ ว่าก่อนนี้ DHL มารดาถึงพยายามให้ผมไปทำเรื่องวันจันทร์ แล้วตอนผมไปเอาของนี่ต้องรอนานมาก เพราะ DHL มันไม่ย้ายของมาที่ส่วนกลางตามข้อตกลงย้ายของภายใน 2 ชม. หลังจากผมยืนยันรับของเองตอนเกือบบ่าย 3 โมงนะครับ ณ ตอนที่ผมไปเอาของที่ cargo นี้ 4 ทุ่มครับ   

9. รับของจากพนักงาน cargo อุ้มขึ้นรถแล้วขับออกจาก free zone จะต้องใช้ใบออกของจากการเงินของ cargo ชุดที่ 2 ตรงด่านก่อนออกนะครับ ไม่ว่าจะขับรถมาหรือเดินเท้ามาแบบผม ก็ต้องผ่านด่านกักตรงนี้เหมือนกันหมด ผ่านแล้วก็หาทางกลับบ้านได้ครับ จะขับรถกลับเอง จะขึ้นรถ taxi จะเดินกลับไปขึ้น shuttle bus ไปสนามบินและกลับด้วยรถไฟฟ้า ก็ตามอัธยาศัยครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 8
ความคิดเห็นที่ : 3

Furch

07/01/2018 05:29:54
615
ทั้ง 9 ขั้นตอนที่บอกไปนี้ จะเป็นขั้นตอนที่สั้นที่สุดแล้ว สำหรับการรับของเองจากกรมศุลกากรที่สุวรรณภูมินะครับ โดยจะมีเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้นานกว่านี้ก็คือ ในขั้นตอนที่ 5 ที่ทำใบออกของที่ 1 หรือ ใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ตรงนี้หากยังไม่ได้ลงทะเบียนนำสินค้าเข้าแบบ paperless ก็จะ porcess ตรงนี้เพิ่มขึ้นนะครับ ถึงจะเรียกว่า paperless แต่ก็ต้องกรอกเอกสาร 2 แผ่น จ่ายเงินเพิ่ม 200 บาท ซึ่งการลงทะเบียน paperless นี้ ผมเคยทำไปแล้วตอนไปเอาสายลำโพงที่ไปรษณีย์หลักสี่ เลยไม่ได้ระบุไว้ในขั้นตอนที่ 5 ให้

อีกเรื่องที่ลืมก็คือขั้นตอนที่ 3 นั้น ก่อนเข้า free zone ไปหานายตรวจขอพิกัด ให้ไปเอา "ใบอนุญาตให้ทำการล่วงเวลา" ตรงตึกใกล้ๆ freezone ที่จ่ายเงินภาษีกับอื่นๆ ในขั้นตอนที่ 6 น่ะครับ เอาเข้าไปให้นายตรวจเซ็นต์ด้วย เพราะถ้านายตรวจไม่เซ็นต์ มันจ่ายล่วงเวลาไม่ได้ครับ วรรคนี้ถ้าเฮียมั่น หรือพี่ๆ ที่ดูแลบอร์ดเห็นช่วงเอาไปใส่ในขั้นตอนที่ 3 ให้ด้วยนะครับ เผื่อมีคนจะทำตามเดี๋ยวอ่านไม่ครบจะต้องเดินเพิ่ม

ท้ายนี้ ขอแนะนำว่า ให้ใช้บริการไปรษณีย์ปกติของประเทศที่สั่งของนะครับ อย่าได้หลวมตัวใช้บริษัทเอกชนเหมือนผม เพราะถ้าผ่านบริษัทเอกชน จะต้องไปทำเรื่องสุวรรณภูมิ และขั้นตอนมันไม่ได้ง่ายเลยนะแถมแต่ละตึกมารดาโคตรไกลกันเลย เดินกันขาลาก นี่ถ้าผมไปกลางวันและคนเยอะๆ นะ ผมคงหงุดหงิดมากกว่านี้เยอะ และจากที่ผมสั่งสายหูฟัง สายลำโพงเข้ามา โดยเค้าส่งด้วย Priority Mail จากอเมริกา มันก็ไม่ปัญหาอะไรเลย ช้ากว่านิดหน่อยเท่านั้น และค่าใช้จ่ายก็มีเพียงค่าฝากของในโกดัง ผมโดนไป 150 บาท ตอนนั้น ซึ่งไปรษณีย์บอกว่าของค้างอยู่ในโกดังเกิน 3 วัน ก็โอเคไม่ได้แพงจ่ายไป  ค่าธรรมเนียมการผ่านพิธีการ 200 บาท และก็ค่าภาษีนำเข้า กับภาษีมูลค่าเพิ่ม มีแค่ 4 อย่างนี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บยิบย่อยแบบที่สุวรรณภูมิ และทุกขั้นตอนนั้นแม้จะต้องทำเหมือนสุวรรณภูมิเลย แต่!!! มันอยู่ตึกเดียวกันและใกล้กันมาก เดินไปมาไม่กี่ก้าวถึงแล้ว สุวรรณภูมินี่ ตึกมารดาห่างกันเป็นกิโล เดินไป เดินมานี่ ผมนั่งพิมพ์ตั้งแต่ เที่ยงคืนครึ่ง จนตอนนี้ ตี 5 ขายังไม่หายปวดเลยให้ตายเถอะ ก็เตือนไว้นะครับ อย่าเด็ดขาดขนส่งบริษัทเอกชน ในกรณีของผม DHL บริษัทอื่นอาจจะดีก็ได้นะครับ ใครมีประสบการณ์ยังไงก็แชร์ไว้คุยกันได้ครับ

ใครเปรี้ยวอยากให้บัตรประชาชนตัวจริง messenger ของ shipping หรืออยากไปเที่ยวสุวรรณภูมิ จะไป register shipping แล้วกลับ หรือเดินเรื่องเองแบบผมก็ตามสะดวกเลยครับ สำหรับท่านที่ให้บริษัทเอกชนดำเนินการให้ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกนะครับ ซึ่งผมยังไม่เคยโดน ก็บอกไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่หลายๆ คนก็โดนกันแพงนะ มีรายนึงสั่งของมาราคาใกล้ๆ กับผม ที่แสนนิดๆ โดนภาษีไปประมาณ 2 หมื่น และค่าดำเนินการของ DHL อีกเกือบ 2 หมื่น ซึ่งผมก็ไม่รู้นะว่ามันจริงรึเปล่า เพราะไม่เห็นเอกสารเค้า แต่ก็เป็นอีกหนึ่งในเหตุผลที่เมื่อผมต้องไปสุวรรณภูมิเองแล้ว ก็ทำเองดีกว่า จะเสียเงินให้ DHL อีกทำไม ก็จบประมาณนี้ก่อน ง่วงแล้วครับ

พี่น้องท่านใดจะไปทำเอง และอยากเห็นเอกสารตัวไหน ก็ post ถามได้นะครับ ผมได้กลับมาเกือบทุกอย่างยกเว้น ใบออกของจากการเงินของ cargo อันนั้นมันให้มา 2 ใบ ใช้ครบ 2 ใบเลย ไม่มีกลับบ้านมา แต่อย่างอื่นมีครบครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 10
ความคิดเห็นที่ : 4

เหน่งบา

07/01/2018 07:55:00
984
ขอบคุณที่อุตส่าห์เสียเวลาถ่ายทอดประสพการณ์อันเป็นประโยชน์ให้พี่น้องในบอร์ดนะครับ เป็นประโยชน์มากเลย ^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 5

นายมั่นคง

07/01/2018 08:40:04
2,935
555 ผมแก้ไขเพิ่มเติมตรงข้อ 3 ให้แล้วครับ ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ตรง ซึ่งหลายๆท่านอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่ามันยุ่งยากมหาศาลจริงๆ สำหรับผมเองนั้นดำเนินพิธีการตรงนี้จนเข้าใจดีกว่ามันมีกรรมวิธีและเป็นหลักปฏิบัติของทางราชการจริงๆ ซึ่งอาจจะต้องมีการอัพเดทขั้นตอนใหม่ในอนาคตกันแล้วครับ 555

ขอมอบพอยท์ให้ซัก 500 พอยท์ละกันนะครับ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจที่เขียนไปปวดขาไป 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 6

สมัครเล่น

07/01/2018 09:08:27
188
เคยโดน DHL เหมือนกันครับ
จ่ายบานเลย
ต่อจากนั้นไม่เอาล่ะครับ

ถ้ามาไปรษณีย์ แล้วราคามันเกิน
ผมไปจ่ายภาษีที่ ปณ.ข้าง ๆ บ้านง่ายกว่าเยอะเลย

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 7

สมัครเล่น

07/01/2018 09:09:53
188
ปล. ชอบกีตาร์ ร้านเฮียเม้งเป็นตัวแทนหรือครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 8

tangkoo.

07/01/2018 09:53:50
1,206
มันยุ่งยากอย่างนี้ละครับ  ถึงได้มีพวกชิปปิ้งรับจ้างทำกัน ทั้งขาเข้าD/O  ขาออก C/O  ยิ่งไอ้พวกพิกัดเนี่ย ถ้าแจ็คพ็อตเจอนายตรวจบางนายยิ่งปวดหัวใหญ่  เคยมั้ยครับพิกัดเดียวกัน บางคนผ่านบางคนไม่ผ่าน555  ขนาดเดี๋ยวนี้เป็นระบบออนไลน์กันหมดแล้ว  ไม่ต้องยุ่งยากพิมพ์ดีดเหมือนแต่ก่อน

กระทู้เป็นประโยชน์ สำหรับคนคิดสั่งจากเมืองมากครับ   ส่วนตัวผมคงเลือกซื้อของที่ตัวแทนจำหน่ายดีกว่า  ลดขั้นตอนทั้งตอนสั่งและตอนเคลม
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 9

Frommar

07/01/2018 10:14:00
4
Free zone มันกว้างมากๆ ทั้ง คลังเพิ่มมูลค่า รวม TMO อีกสองเจ้า (การบินไทย กับ BFS ) 
ในนั้นถือว่าป็นเขตของศุลกากร ศุลมีอำนาจใหญ่สุด
ไปไหนทีนี่เดินกันขาลากละครับ ติดต่ออะไรในนั้นแนะนำหาลู่ทางไว้ก่อนล่วงหน้าจะเป็นการดี
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 10

misson07

07/01/2018 10:29:01
84
ปกติถ้าอยากเร็วหน่อย ผมใช้ EMS ระหว่างประเทศครับ ผมว่าไม่น่าจะช้ากว่ากันเท่าไร เเต่ก็โดนภาษีเเน่ๆเหมือนกัน (ถ้าส่งเเบบอื่นเเละของชิ้นไม่ใหญ่มากอาจจะรอด) 

หนักสุดเคยสั่งตุ๊กตาราคาประมาณ 40000 บาท ก็โดนภาษีไป ภาษีน่าจะหมวดของเล่นไม่มีวงจรอิเล็กโทรนิค โดนไปน่าจะ 17% ก็ประมาณ 8 9 พัน เเต่ตอนไปรับเเค่ไปเอาที่ไปรษณีย์ใกล้บ้าน เเสดงบัตรประชาชน (ไม่ต้องให้) ไม่กี่นาทีก็เสร็จครับ ไม่ยุ่งยาก



ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 11

misson07

07/01/2018 10:32:26
84
นอกเรื่อง จขกท.ไปรับเองได้โหดมาก ตอนโทรไปเเล้วเจอพนักงาน DHL สตอเเล้วตอกกลับไปนี่อีกฝ่ายคงอึ้ง เป็นผมคงยอมๆเเต่ตอนเเรกๆ 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 12

CHRONOADICT

07/01/2018 19:10:42
99
"ลูกชายวัยรุ่น" แปละว่าอะไรอะครับ อันนี้ไม่รู้จริงๆ...
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 13

เหน่งบา

07/01/2018 19:40:28
984
น้องชายครับ เจ้าของกระทู้ใช้คำแทนเพื่อลดความรุนแรงของคำ และเฮียจะได้ไม่ต้องเซ็นเซอร์
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 14

นายมั่นคง

07/01/2018 19:53:05
2,935
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 12 - CHRONOADICT
"ลูกชายวัยรุ่น" แปละว่าอะไรอะครับ อันนี้ไม่รู้จริงๆ...
ผมก็สารภาพตรงๆว่าไม่รู้เหมือนกัน ไอ้คำว่า "ลูกชายวัยรุ่น" นี่ล่ะ 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 15

tangkoo.

07/01/2018 20:23:51
1,206
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 12 - CHRONOADICT

"ลูกชายวัยรุ่น" แปละว่าอะไรอะครับ อันนี้ไม่รู้จริงๆ...

ใช่ son of a b....  หรือเปล่าครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 16

tintin3274

07/01/2018 20:51:43
160
เห็นแล้วลำบากใจแทนจริงๆเลยครับ แต่ถ้าปล่อยให้ DHL ทำให้นี่น่าจะหมดเยอะกว่านี้จริงๆ = =
ส่วนคำว่า "ลูกชายวัยรุ่น" ผมก็ไม่รู้เหมือนกันคืออะไร 5555+
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 17

Furch

07/01/2018 20:56:00
615
@เฮียมั่น 
ขอบคุณครับ ตกใจเลย เข้ามาเห็นหูเยอะ

@พี่สมัครเล่น
ใช่ครับพี่ พอดีตอนตั้งชื่อสมัคร webboard ใช้ชื่อจริงแล้วมันซ้ำ ตอนนั้นผมก็เพิ่งจะซื้อ Furch มา ก็เลยลองใส่ดู ปรากฎว่าไม่ซ้ำ อิอิ

@พี่ mission07
ไปรษณีย์จะง่ายจนราคาของถึง 45,000 บาทล่ะครับ พอเกินนั้น ขั้นตอนจะเป็นเหมือนที่ไปสุวรรณภูมิ แต่ด้วยความที่มันอยู่ในตึกเดียวกันหมด เดินแปปเดียวเลนเสร็จไวมาก
ขนาดไปตอนคนเยอะต้องรอคิว 3 ชม. เสร็จละ สุวรรณภูมินี่ไปจุดไหนไม่มีคนเลย แต่กดไป 6 ชม. เดินไป เดินมาเยอะมากครับ
แต่เอาจริงๆ เจ้าหน้าที่ของไปรษณีย์เค้าจะอะลุ่มอะล่วยให้นะครับ เพราะตอนผมไปเอาสายลำโพง เกิน 45k ไป เค้าก็บอกว่า ถ้าไม่อยากยุ่งยาก เค้าจะ decalare เป็นอย่างอื่นให้ และคิดภาษีในพิกัดอื่น แต่จำนวนภาษีที่จ่ายจะต้องเท่าเดิม ซึ่งตอนแรกเกือบจะเอาแล้วครับ เพราะมันสะดวกมาก แต่นึกขึ้นได้ว่า สายลำโพงมันประกัน 5 ปี ถ้าทำแบบนั้นแล้วเกิดปัญหาขึ้นพวก defect ผมจะต้องเสียภาษีนำเข้าอีกรอบเวลาส่งกลับไปเปลี่ยน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าถูกต้องตามที่คิด เค้าก็ให้ผมเลือกว่าจะเอาแบบไหน ซึ่งสุดท้ายผมก็ยอมยุ่งยาก ปลอดภัยไว้ก่อนครับ

ส่วนลูกชายวัยรุ่นนี่ 555 มันมาจาก son-teen ครับ ตอนพิมพ์นี่เพิ่งกลับถึงห้องได้สักพัก อารมณ์ยังค้างอยู่ อย่าแบนผมนะค๊าบ



ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 4
ความคิดเห็นที่ : 18

Furch

07/01/2018 21:17:16
615
@พี่ tangkoo.

ปกติผมก็ชอบซื้อกับตัวแทนในไทยครับ เพราะเวลามีปัญหาคุยกันได้ง่าย โดยเฉพาะร้านของเฮียมั่น ของที่สั่งเข้ามานี่เพราะร้านในเครือเฮียมั่นกับตัวแทนอื่นๆ
ไม่ได้นำเข้ามานี่ล่ะครับ ทั้งสายหูฟัง สายสัญญาณ ก็เป็น brand ที่น่าจะยังไม่ดัง แต่เจ้าของ brand Mr.Speaker เค้า reccommend มา ผมก็ลองสั่งดู
ส่วนครั้งนี้ก็แอมป์ โทรไปถามแล้วที่ DECO เค้าก็บอกว่าไม่ได้นำเข้ามา แล้วสิ่งที่แอมป์ทำได้มันพอดีกับที่ต้องการ เลยสั่งมาลองจับคู่กับ V281 ขับลำโพงดู
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 19

นายมั่นคง

07/01/2018 21:26:24
2,935
โอววว มันช่างล้ำลึกจริงๆๆคำนี้ 555

Son Teen = ลูกชายวัยรุ่น

ผมนั่งคิด นอนคิด ตีลังกาคิด ก็คิดไม่ออก จนมาเจอคำเฉลยนี่ล่ะ 555


ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 20

prolang

07/01/2018 21:27:01
19
เป็นประโยชน์มากจริงๆครับ  ขั้นตอนมันเยอะแยะดูยุ่งยากจริงๆ

ปล. ลูกชายวันรุ่นคืออย่างนี้นี่เอง 55 งงเหมือนกัน :)
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 21

สมพร

07/01/2018 21:42:11
12
ผมส่งผ่าน DHL เป็นประจำ   ยังไม่เคยเจอปัญหาอะไร(มาก)


ถ้าโดนภาษี  ก็จะมีค่า Disbursementในส่วนดำเนินการภาษี  เพิ่มมา 200บาท (UPS ก็คิดเท่านี้)
และอาจมีDisbursement หมวดอื่นๆเพิ่มเข้ามา ในสินค้าบางประเภท  
และจะมีข้อจำกัดเรื่องการส่งสินค้าที่เป็นแบตเตอรี่

แต่โดยรวมผมว่าก็OK


แต่ของมูลค่าเกิน40k 
ถ้าให้DHL ดำเนินการให้หมดจรด  ก็จะต้องมีค่าดำเนินการเพิ่มขึ้นมา +กับของจะดีเลย์ ไป3-4วัน

ของมูลค่าเกิน40k ต้องยื่นลงทะเบียนผู้นำเข้า ที่แผนกPaperless
ซึ่งสามารถดำเนินการเองได้ โดยต้องขอเอกสารสินค้าเราจากทางชิปปิ้ง(DHL,Fed,etc)  เพื่อยื่นที่สุวรรณภูมิ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 22

lukephong

08/01/2018 08:47:23
64
สุดยอดมากครับ สมควรแก่หูห้าร้อยของเฮียครับ โค ตะ ระ ยุ่งยากเลย

ผมก็เคยส่งเมล็ดงอกปาล์มน้ำมันไปให้พวกสิงคโปร์เพื่อจะนำไปลองปลูกในอินโดฯ ไปส่งที่สนามบินหาดใหญ่ ติดต่อเจ้าหน้าที่เองเหมือนกัน สรุปต้องจ่ายค่าดำเนินการนอกโต๊ะไป 500 บาท หลังจากต่อรองว่าผมส่งของให้เขาลองโดยไม่ได้ตังค์สักบาทเดียว ซึ่งยังไม่รู้ชะตากรรมเพราะเขาอาจหลอกกินเปล่าเราก็ได้ เคสนี้หัวหน้ามาเจรจากับผมเอง โดยบอกว่าราคานี้ให้น้องที่เขาดำเนินการเอกสารน่ะ หัวหน้าไม่เอาสักบาท

ไม่งั้นจะยุ่งยากมาก เพราะมันต้องออกใบรับรองปลอดโรคพืช ใบรับรองต้นกำเนิด (certificate of origin ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) กับอีก ฯลฯ อันนี้ผมรู้ตั้งแต่ก่อนไป เพราะมันต้องเอกสารเหล่านี้ที่สนามบินจริงๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมอยู่จ.นครศรีธรรมราช จากจุดที่ผมอยู่ไปสนามบินหาดใหญ่ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ เพราะรถเยอะมาก รวมไปกลับอย่างเร็วสุดก็ 4 ชั่วโมง ไม่นับพิธีการอันแสนยาวนานแบบไทยๆ แล้วเมล็ดงอกนี่จะยาวขึ้นทุกวัน ไม่สามารถรอเวลาได้ครับ ต้องส่งให้เร็วที่สุด ด้วยเหตุดังกล่าวมาทั้งหมด ผมเลยต้องยอมจ่ายค่าทำเอกสารไป 500 บาทแบบที่ว่านี่แหละครับ

สำหรับผมก็ถือว่าคุ้มค่าครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 23

iNY

08/01/2018 20:00:36
8
ลูกชายวัยรุ่น
ภาษาอังกฤษตรงๆเลย
แต่ออกสำเนียงไทยๆแล้ว รู้สึก

555
นึกไม่ถึงจริงๆ

คงต้องขอยืมไปใช้บ้างละครับ

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 24

Music Slave

09/01/2018 22:17:10
32
เป็นประโยชน์มากครับ ขอบคุณที่เสียเวลามานั่งพิมพ์

ชอบ"ลูกชายวัยรุ่น" , "มารดาเอ๊ย" กับ"ไม่ได้กินปลา"  มุขลึกล้ำเหมือนอีเจี๊ยบเลียบด่วนเบย
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 25

Windows X

10/01/2018 03:30:27
307
เป็นผมๆยอมให้บัตรไปนะครับ ผมเชื่อมั่นในบริการของ FedEx กับ DHL ว่าโปร่งใสพอ เขาก็มารับถึงบ้านผมเลย แนะนำเอกสารต่างๆให้กรอกทำให้ชีวิตผมง่ายขึ้นเยอะ ที่สำคัญคือของี่สั่งเยอะๆมาส่งถึงบ้านผมเรียบร้อบพร้อมค่าใช้จ่ายตามจริง เจอภาษี declare 10+7% มาผมแจ้งให้แก้เป็น 0+7% เขาก็ดำเนินการให้เรียบร้อย ผมส่งเมล์ ตกลงโอเคก็รอรับของที่บ้านได้เลย

ทั้งหมดนี้ผมจ่ายค่าดำเนินการก็หลักร้อย คุ้มกว่าไปนั่งทำเรื่องเอง เผลอๆถูกกว่าเดินทางไปรับของเองแล้วต้องจ้างขนส่งให้มารับแยกอีก ผมไม่ต้องเสียเวลาเคลียร์เรื่อง ไม่ต้องเสียอารมณ์กับมาตรการดักคนนำเข้าหลบหนีภาษีมาหมดก่อน สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องที่ยุ่งยากระดับนึงแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรแต่ครั้งเดียวก็พอละ หลังๆผมก็ทยอยเอาแทน

ส่วนผมไม่คิดว่าแบบนิติบุคคลจะมีปัญหาหรือเรื่องยุ่งยากอะไร ผมให้บัตร กรอกแบบ form ในคอมแล้วส่งเมล์ไปก็เรียบร้อยดี เจ้าหน้าที่ก็ใจดีนัดมารับบัตรถึงบ้านไปทำธุระให้เลย ผมก็ไม่รู้ว่าจขกทไปคุยยังไงเหมือนกันนะครับแต่ถ้ามีคราวหน้าแนะนำให้มืออาชีพเขาจัดการแทนเราดีกว่าครับ ค่าบริการเขายังไงก็คุ้มกว่าจ่ายค่าเดินทางกับค่าเสียเวลา
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
"ครั้งแรกในชีวิตกับประสบการณ์รับของที่กรมศุลกากร (สุวรรณภูมิ)"