Guest
หมวดหมู่ > เว็บบอร์ด จับฉ่าย

ช่องทางการติดต่ออื่น

  • Munkonggadget
  • Munkonggadget Reviews
  • Munkonggadget Reviews
  • Munkonggadget Contact Us

สอบถามสายไฟ Shunyata หน่อยครับ

kit556

09/10/2017 22:27:24
14
อยากทราบว่ารุ่น DIAMONDBACK กับ Venom 3 เป็นรุ่นเดียวกันไหมครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 1
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 1

kit556

09/10/2017 22:33:21
14

คือผมได้สาย AC มาเส้นนึง คนขายบอกว่าเป็น Venom3 (เฉยๆไม่มี S) แต่พอดูที่ตัวสายแล้วไม่มี screen คำว่า venom เลยครับ กลับมีพิมพ์คำว่า DIAMONDBACK แทน เลยงงว่ามันคนละรุ่นหรือเปล่า

และสงสัยว่าระหว่าง venom 3 กับ venom 3S ถ้าดูเฉพาะที่ตัวสายมีวิธีแยกความแตกต่างไหมคับ คือผมดูแล้วสีกับขนาดสายมันคล้ายๆกันไปหมด / ขอบคุณครับ

ให้กำลังใจ 2
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 2

หมูหวาน

09/10/2017 23:23:22
465
ถ้าตัวเป็นสายรุ่นใสๆเลยน่าจะเป็น Diamondback ครับ ส่วนตัว Venom3 ตัวสายเป็นสีเทา หรือสีดำครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 3

kit556

09/10/2017 23:28:58
14

ขอบคุณพี่หมูหวานครับ

DIAMONDBACK เป็นรุ่นเก่ากว่า venom3  ใช่ไหมครับ แล้วเทียบรุ่น series อยู่ในระดับเดียวกันไหมครับ

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 4

kit556

09/10/2017 23:38:48
14
สายที่ผมได้มาตัวสายเป็นสี  ขาว-น้ำเงินเกือบเทา แบบทึบแสง ส่วนหัวปลั๊กทั้งสองฝั่งใสเหลือบน้ำเงินครับ แต่ว่าตรงหัวปลั๊ก screen DIAMONDBACK เลย ทั้งที่ๆตอนแรกคนขายบอกว่าเป็น Venom3
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 5

kit556

10/10/2017 00:48:27
14
ท่านใดมีสาย Venom3 อยู่ รบกวนดูหัวปลั๊กให้หน่อยครับว่ามี screen คำว่า DIAMONDBACK อยู่หรือเปล่า ตอนนี้สับสนมาก สมมุติว่าสายที่ผมมีอยู่เป็น Venom3 จริง ทำไมแทนไม่มีพิมพ์คำว่า Venom3 แต่กลับพิมพ์ชื่ออื่นลงไปแทน แปลกดี /ขอบคุณครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 6

Artnoi

10/10/2017 03:21:40
269
ขอนอกเรื่องแปปนะครับ ผมอยากทราบจริงๆว่า
อะไรทำให้ ac power cord เสียงดีหรอครับ? ไฟฟ้า ถ้ามันจะสกปรกมันไม่ได้สกปรกมาตั้งแต่โรงงานผลิตยันสายไฟที่โยงมากว่าจะถึงบ้านเราที่ผ่านหม้อแปลงกี่อันก็ไม่รู้ มาจนถึงสายไฟในผนังบ้านจนถึง wall outlet หรอครับ? แล้วสายไฟซึ่งเป็นอุปกรณ์ passive (ทำหน้าที่ดีที่สุดได้แค่ degrade สัญญาณหรือไฟฟ้าให้น้อยที่สุด)ที่ต่อออกมาอีกแค่ไม่กี่เมตร จะมีผลอะไรกับไฟฟ้าที่เดินทางมาหลายสิบหลายร้อยกิโลเมตร จนทำให้เสียงต่างหรอครับ นอกจาก shield against rf/ emi interference จากข้าวของในบ้านเช่นหลอดไฟแล้วผมไม่เห็นประโยชน์อื่นใดของสายไฟ audiophile เลย

ไม่ได้เจตนาจะกวนนะครับคือผมอยากทราบจริงๆ ถ้าเป็นพวกเครื่องกรองผมพอจะเข้าใจ แต่สายไฟเนี่ยผมไม่เข้าใจจริงๆ หรือว่าต้องซื้อเครื่องกรองก่อนแล้วค่อยซื้อสายไฟครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 7

champ_korn

10/10/2017 06:13:15
1,997
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 6 - Artnoi

ขอนอกเรื่องแปปนะครับ ผมอยากทราบจริงๆว่า
อะไรทำให้ ac power cord เสียงดีหรอครับ? ไฟฟ้า ถ้ามันจะสกปรกมันไม่ได้สกปรกมาตั้งแต่โรงงานผลิตยันสายไฟที่โยงมากว่าจะถึงบ้านเราที่ผ่านหม้อแปลงกี่อันก็ไม่รู้ มาจนถึงสายไฟในผนังบ้านจนถึง wall outlet หรอครับ? แล้วสายไฟซึ่งเป็นอุปกรณ์ passive (ทำหน้าที่ดีที่สุดได้แค่ degrade สัญญาณหรือไฟฟ้าให้น้อยที่สุด)ที่ต่อออกมาอีกแค่ไม่กี่เมตร จะมีผลอะไรกับไฟฟ้าที่เดินทางมาหลายสิบหลายร้อยกิโลเมตร จนทำให้เสียงต่างหรอครับ นอกจาก shield against rf/ emi interference จากข้าวของในบ้านเช่นหลอดไฟแล้วผมไม่เห็นประโยชน์อื่นใดของสายไฟ audiophile เลย

ไม่ได้เจตนาจะกวนนะครับคือผมอยากทราบจริงๆ ถ้าเป็นพวกเครื่องกรองผมพอจะเข้าใจ แต่สายไฟเนี่ยผมไม่เข้าใจจริงๆ หรือว่าต้องซื้อเครื่องกรองก่อนแล้วค่อยซื้อสายไฟครับ

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ผมงงมากจริงๆ ตามอ่านอยู่หลายที่ที่ฝรั่งถกเถียงกัน แต่ไม่ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น เพราะพอดีผมโง่เรื่องไฟฟ้า 55555

แต่จากการลองเปลี่ยน AC Power Cord หลายเส้น (ทั้งเข้า Amp และ DAC) พบว่า มันมีบุคลิกเสียงที่ "ต่าง" กันจริงๆ บางเส้นที่ต่างกันเล็กน้อย ผมยังคิดว่าผมมโน แต่บางเส้นบุคลิกต่างกันมาก แบบสลับแล้วฟังออกชัดมาก จนไม่ต้องเพ่งเลย แต่ไม่ใช่แบบ เสียง "ดีกว่า" นะครับ แต่เป็นแบบบุคลิก "ต่าง" กัน


เรื่องนี้ยังขัดใจผมตลอด เพราะหาคำอธิบายไม่เจอ สายไฟยาวแค่ 1.2 ถึง 2 เมตร ทำให้เสียง "ต่าง" และพอ "ต่าง" เราก็เกิดความรู้สึกว่า "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" และจึงปรุงแต่งต่อไปว่า เส้นนั้น "ดี" กว่าเส้นนี้ ทั้งๆที่ไฟฟ้ากว่าจะถึงเราผ่านสายไฟและอุปกรณ์ต่างๆของการไฟฟ้ามากมาย ไม่น่ามามีผลอะไรกับสายไฟ AC เมตรกว่าๆ

งงจริง
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 8

kit556

10/10/2017 07:39:15
14



ภาพถ่ายสายผมที่สงสัยว่ารุ่นอะไรกันแน่ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 9

kit556

10/10/2017 07:40:02
14



2
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 10

kit556

10/10/2017 07:40:19
14



3
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 11

kit556

10/10/2017 07:40:38
14



4
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 12

kit556

10/10/2017 07:58:33
14

ตรงหัวปลั๊ก IEC เขียนว่า DIAMONDBACK C13   โดย screen แซะร่องลงไป

ส่วนตามตัวสาย มี screen ตามยาวว่า

(UL) C(UL) E136065-F SJT 12.A WG/3C (3x3.31mm2) DRY 60CV VW-1 SHIELD2D CSA LL96415 FT


คนขายผมมาบอกว่าเป็น Venom 3 (ไม่มีS)  แต่ผมดูจากภายนอกไม่มีส่วนไหนเขียนเจาะจงเลย และกำลังสงสัยว่าจะหรือจะเป็นรุ่น Venom3S เพราะผมเทียบกับหน้านี้

http://magazine.munkonggadget.com/product/33/power-ac-venom-3s

เห็นว่าขนาดสาย Venom 3S  เป็น 3x3.31mm2 เท่ากับเส้นของผม

รบกวนผู้รู้หน่อยครับว่าสายผมเป็นรุ่นอะไรกันแน่ ใช่ Venom3 จริงหรือเปล่า เพราะราคา 3 กับ 3S ต่างกันเยอะ

--------------------

เรื่องเสียงของสายไฟ ผมไม่แน่ใจครับ แต่ส่วนตัวผมได้หูฟัง แอมป์ DAC ที่พอใจแล้ว และก็ไล่เปลี่ยนสายแถมออกเรื่อยๆทั้ง RCA ต่างๆ จนเหลือแค่สายไฟที่ยังเป็นสายแถมอยู่ แต่ก่อนผมก็ไม่ให้ราคาสายไฟครับ แต่ผมเคยเปลี่ยนไปเส้นก่อนหน้านี้เสียงมันต่างจริงๆ อาจเป็นเพราะผมฟัเพลงคลาสสิคกับ หูฟัง AKG K701 ด้วย เหมือนหูฟังตัวนี้จะขี้ฟ้อง เสียงออกเจี๊ยวจ๊าว noise หรือเสียงกวนในระบบต่างๆมันถ่ายทอดมาเข้าหูหมดเลย ทุกวันนี้ยิ่ง upgrade ระบบไปเรื่อยๆ พอผมฟังเพลงคลาสสิค ท่อนที่มีคนแก่ไอ ก็ยิ่งไอเสียงดังชัดเจนกังวาลเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าตกลงดีหรือเปล่า แต่เสียงเพลงก็น่าจะขึ้นจริงครับ อาศัยค่อยๆ match ส่วนต่างๆไปเรื่อย

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 13

Phubo

10/10/2017 09:34:13
15
เท่าที่เคยใช้จะเป็นคนละ series กันครับ Venom เป้นรุ่นเริ่มต้น แต่ เสียงดี มีพลัง ส่วน diamondback ก็จะเป็น series เริ่มต้นแล้วไล่ไป Taipan อะไรทำนองนี้ จำไม่ได้ถนัดครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 14

ตอบ คห.6, 7

10/10/2017 09:35:13
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 15

kit556

10/10/2017 10:08:13
14

อ้างอิงจากเฮียมั่นคง

"Venom 3 กับ 3S ตัวนำทุกอย่างเหมือนกัน เพียงแต่ขนาดหน้าตัดของตัวนำต่างกัน ของตัว Venom 3S เป็นเบอร์ 14AWG ส่วน Venom 3 เป็นขนาด 12AWG นอกนั้นเทคนิคการชีลด์ และคุณภาพฉนวน เหมือนกันเด๊ะๆๆๆๆเลยจ้าๆๆๆ "


คืนตอนนี้ผมสงสัยว่าของผมเป็นรุ่น Venom3 หรือ Venom3S

ถ้าต่างกันตรงขนาดตัวนำ 14 กับ 12 AWG  ไม่ทราบว่าท่านไหนพอจะแนะนำได้ไหมครับว่าผมต้องสังเกตสายผมตรงไหน

ส่วนเรื่องอักษร DIAMONDBACK พิมพ์ตรงหัวปลั๊กอันนี้ก็งงอีกเรื่องครับ แต่ผมไปเปิดดูรุ่น Diamondback แล้วสายคนละแบบกับของผม สรุปของผมน่าจะเป็น Venom แต่ไม่รู้รุ่นไหน


Shunyata Venom ผมค้นมาเขาว่ามี 3 รุ่นครับ รุ่น 3 ,3S ,HC  โดยเรียงเล็กไปใหญ่ แต่ละรุ่นทำคล้ายๆกันหมด ไม่มีอักษรพิมพ์ระบุรุ่นให้ชัดเจน  สีของตัวสายขาวเทาเหมือนกัน หัวปลั๊กส่วนมากใสๆ บางทีเปิดรูปรุ่น Venom3 เหมือนกัน อันนึงหัวปลั๊กใส อีกอันสีดำทึบก็มี   แถมหน้ากล่องอุตส่าห์ทำมาแต่ดันไม่พิมพ์ชื่อรุ่น  คุ้นๆว่าผมเคยอ่านผ่านตามีคนถกเถียงกันเรื่องรุ่นของสาย Venom นี้มาครั้งนึงแล้ว ไม่นึกว่าจะมาเจอกับตัวเอง

--------------------------

เส้นสาย สำหรับเครื่องเสียง ส่วนตัวผมก็รู้สึกเหมือนกันว่าเหมือนกับเล่นมากไม่ดี ตอนแรกก็ไม่กะลงทุนมากแต่เทียบกับสายแถมแล้วมันต่างจริงๆครับ ทั้งสายไฟ สาย USB ส่วนสาย RCA กับสายลำโพง (หูฟัง) มีผลชัดเจนชนิดไม่ต้องตั้งใจไฟอยู่แล้ว

อย่างสาย USB ตอนนี้ผมก็ยังใช้สายแถมอยู่ แต่ผมเคยลองเอาสายสีฟ้าใสๆของอมรมาต่อเสียงแย่สุดๆเลยครับ ต้องไปหาสายแถมเส้นสีดำหนาๆหน่อยมาต่อแทนก็ดีขึ้น ผมก็หาโอกาสเปลี่ยนยี่ห้อดีๆอยู่เหมือนกัน :-)

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 16

Phubo

10/10/2017 10:35:54
15
12AWG ถ้าตามที่แจ้งมาน่าจะ Venom 3 ไม่มี S แต่ 12AWG ขนาดน่าจะใหญ่กว่า 14AWG
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 17

kit567

10/10/2017 12:04:14

ขอบคุณครับ ได้คำตอบแล้ว :-)

ไหนๆมารบกวนแล้ว สำหรับ Venom3 นี้ผมลองเทียบกับ Pangea 14mk2 พบว่าเสียงเปิดโปร่งกว่าเยอะครับ แต่เหมือนพละกำลังจะไม่มาก ตอนแรกผมต่อกับแอมป์เสียงก็เปิดโปร่งแต่แรงเหมือนจะไม่ค่อยมี เลยลองสลับเอาไปต่อ DAC เสียงดีขึ้นเยอะเลยครับ น่าจะเหมาะกับพวก player DAC อย่างแรกที่รู้สึกคือฉากหลังสงัดขึ้นเยอะ เสียงย่านต่างๆเปิดมากขึ้น แต่จากที่เคยอ่านมารวมกับผมลองเทียบกับ Pangea ผมว่า  Venom3 นี้ flat เลยครับ คือเสียงเดิมเป็นอย่างไร พอใช้ Venom3 แล้ว แนวเสียงจะตามเดิมเลย คือเสียงดีขึ้นทุกย่าน ทั้งต่ำกลางสูง เหมาะกับระบบที่พอใจแนวเสียงเดิมแล้วแต่อยากได้เสียงที่ดีขึ้นอีก (ผมก็อธิบายไม่ถูกแต่ดีกว่าสายแถมเยอะละกัน) ถ้าเป็น Pangea เบสจะออกเยอะและแหลมน่าจะพุ่งมั๊ง ถ้าขาดอยู่ได้ไปเติมก็ดีแต่ถ้ามีเยอะแล้วจะกลายเป็นเกิน

ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยชี้แนะครับ

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 18

Phubo

10/10/2017 13:02:47
15
ปกติการต่อกับอุปกรณืต้องการกระแสมากหน่อย เช่น แอมป์ หรือ sub woffer ก็จะใช้หน้าตัดของสายใหญ่หน่อย เพราะ ต้องการกระแสเยอะหน่อย ความเหมาะสม คือขนาด 12 AWG , 10 AWG ส่วนที่ต้องการกระแสน้อย เช่น CD , DAC ก็จะใช้ขนาดหน้าตัดไม่ใหญ่ คือ 14 AWG  คือใช้สายขนาดเหมาะกับความต้องการกระแส น่าจะได้ผลดีที่สุด ที่เหลือคงเป็นบุคลิกสายมังครับ  เคยลองสลับกัน CD เสียงอุ้ยอ้ายไปเลย
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 2
ความคิดเห็นที่ : 19

Hsung

10/10/2017 14:48:20
208
หลายท่านที่อาจจะไม่เข้าใจความสำคัญของสายไฟ ง่ายๆ มันก็เหมือนขนาด่อน้ำ

เสียงเพลงที่เราได้ยิน มันมีความถี่สูงกว่าความถี่แรงดันไฟฟ้าซึ่งอยู่ที่ค่า 50 เฮิร์ทหลายเท่า

ดังนั้นถ้าท่อน้ำเล็ก ก้ส่งกระแสไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอตามที่ระบบต้องการ ง่ายๆ คือเพลงจะฟังดูเฉื่อยๆ

เมื่อมันเป้นความถี่สูง พารามิเตอร์ R L C ของสายจึงมีผลค่อนข้างมาก ไม่ใช่แค่ว่าใช้สายขนาดใหญ่แล้วจะจบ

ต้องออกแบบให้พอเหมาะ เสียงถึงจะออกมาดี ดังนั้นการซื้อสายสำเร็จ ทีมีพื่นที่หน้าตัดเยอะ ไม่ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 20

หรือมันไม่จริง

10/10/2017 15:03:01
สายเทพแค่ไหน สุดท้ายก็เอาไปเสียบกับรางปลั๊กไฟจีนแดงอยู่ดี เหมือนรถซุปเปอร์คาร์วิ่ง 250km/h มาบนถนนออโต้บาห์นแล้วจู่ๆก็กลายเป็นถนนลูกรัง 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 21

ลองก่อน

10/10/2017 15:05:16
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 6 - Artnoi

ขอนอกเรื่องแปปนะครับ ผมอยากทราบจริงๆว่า
อะไรทำให้ ac power cord เสียงดีหรอครับ? ไฟฟ้า ถ้ามันจะสกปรกมันไม่ได้สกปรกมาตั้งแต่โรงงานผลิตยันสายไฟที่โยงมากว่าจะถึงบ้านเราที่ผ่านหม้อแปลงกี่อันก็ไม่รู้ มาจนถึงสายไฟในผนังบ้านจนถึง wall outlet หรอครับ? แล้วสายไฟซึ่งเป็นอุปกรณ์ passive (ทำหน้าที่ดีที่สุดได้แค่ degrade สัญญาณหรือไฟฟ้าให้น้อยที่สุด)ที่ต่อออกมาอีกแค่ไม่กี่เมตร จะมีผลอะไรกับไฟฟ้าที่เดินทางมาหลายสิบหลายร้อยกิโลเมตร จนทำให้เสียงต่างหรอครับ นอกจาก shield against rf/ emi interference จากข้าวของในบ้านเช่นหลอดไฟแล้วผมไม่เห็นประโยชน์อื่นใดของสายไฟ audiophile เลย

ไม่ได้เจตนาจะกวนนะครับคือผมอยากทราบจริงๆ ถ้าเป็นพวกเครื่องกรองผมพอจะเข้าใจ แต่สายไฟเนี่ยผมไม่เข้าใจจริงๆ หรือว่าต้องซื้อเครื่องกรองก่อนแล้วค่อยซื้อสายไฟครับ

ก่อนจะโวยวายเคยลองรึยัง
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 2
ความคิดเห็นที่ : 22

มันต้องแบบนี้

10/10/2017 15:17:16
ตอบความคิดเห็นที่ 6 ต้องเดินสายแยก + ติดหม้อแปลงแยกเฉพาะเลยครับ ถึงจะเห็นผล แบบในคลิปนี้

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 23

artpiggo

10/10/2017 15:36:28
231
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 21 - ลองก่อน
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 6 - Artnoi

ขอนอกเรื่องแปปนะครับ ผมอยากทราบจริงๆว่า
อะไรทำให้ ac power cord เสียงดีหรอครับ? ไฟฟ้า ถ้ามันจะสกปรกมันไม่ได้สกปรกมาตั้งแต่โรงงานผลิตยันสายไฟที่โยงมากว่าจะถึงบ้านเราที่ผ่านหม้อแปลงกี่อันก็ไม่รู้ มาจนถึงสายไฟในผนังบ้านจนถึง wall outlet หรอครับ? แล้วสายไฟซึ่งเป็นอุปกรณ์ passive (ทำหน้าที่ดีที่สุดได้แค่ degrade สัญญาณหรือไฟฟ้าให้น้อยที่สุด)ที่ต่อออกมาอีกแค่ไม่กี่เมตร จะมีผลอะไรกับไฟฟ้าที่เดินทางมาหลายสิบหลายร้อยกิโลเมตร จนทำให้เสียงต่างหรอครับ นอกจาก shield against rf/ emi interference จากข้าวของในบ้านเช่นหลอดไฟแล้วผมไม่เห็นประโยชน์อื่นใดของสายไฟ audiophile เลย

ไม่ได้เจตนาจะกวนนะครับคือผมอยากทราบจริงๆ ถ้าเป็นพวกเครื่องกรองผมพอจะเข้าใจ แต่สายไฟเนี่ยผมไม่เข้าใจจริงๆ หรือว่าต้องซื้อเครื่องกรองก่อนแล้วค่อยซื้อสายไฟครับ

ก่อนจะโวยวายเคยลองรึยัง
ใจเย็นๆกันนะครับ การสงสัยมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรอครับ ผมว่าคนที่มาถาม ก็คงถามเพราะอยากรู้เหตุผลพื้นฐานให้เข้าใจก่อนอยู่แล้วครับ ส่วนเรื่องไปลอง เดี๋ยวหลังจากที่พอเข้าใจพื้นฐานคร่าวๆ เค้าก็คงไปลองที่ร้านเองแหละ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 2
ความคิดเห็นที่ : 24

เป็นไปได้หรือนี่

10/10/2017 15:54:15
สายไฟมันเป็น analog คุณภาพของสายไฟอาจมีผลกับคุณภาพเสียงบ้าง แต่ผมอึ้ง คห.15 มากกว่า  สาย USB มันมีผลกับคุณภาพเสียงจริงหรือครับ มันส่งสัญญาณเป็น digital แท้ๆ ไม่ใช่หรือครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 25

Artnoi

10/10/2017 22:04:07
269
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 19 - Hsung

หลายท่านที่อาจจะไม่เข้าใจความสำคัญของสายไฟ ง่ายๆ มันก็เหมือนขนาด่อน้ำ

เสียงเพลงที่เราได้ยิน มันมีความถี่สูงกว่าความถี่แรงดันไฟฟ้าซึ่งอยู่ที่ค่า 50 เฮิร์ทหลายเท่า

ดังนั้นถ้าท่อน้ำเล็ก ก้ส่งกระแสไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอตามที่ระบบต้องการ ง่ายๆ คือเพลงจะฟังดูเฉื่อยๆ

เมื่อมันเป้นความถี่สูง พารามิเตอร์ R L C ของสายจึงมีผลค่อนข้างมาก ไม่ใช่แค่ว่าใช้สายขนาดใหญ่แล้วจะจบ

ต้องออกแบบให้พอเหมาะ เสียงถึงจะออกมาดี ดังนั้นการซื้อสายสำเร็จ ทีมีพื่นที่หน้าตัดเยอะ ไม่ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

ผมยัง งง อยู่ดีครับ ถ้าสายมันมีความสัมพันธ์ที่เห็นผลขนาดนั้นจริง คอมพิวเตอร์ที่ทำงานในระดับ GHz ไม่ยิ่งทำงานช้าแบบใช้ไม่ได้เลยหรอครับ ในเมื่อถ้ามันมีผลจริง สัญญาณระดับ 20KHz มันก็ struggle แล้ว
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 26

Artnoi

10/10/2017 22:06:15
269
ปล และผมยังไม่เคยเห็น performance degradation ในคอมพิวเตอร์ ที่เกิดจากสายไฟนะครับ ทั้งที่คอมพิวเตอร์ที่มีความยุ่งยากละเอียดอ่อนมากกว่า ความบริสุทธิ ความสะอาด ของสัญญาณมันน่าจะสำคัญมากกว่า audio application นะครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 27

นายมั่นคง

10/10/2017 22:38:48
2,933
เรื่องสายไฟ ปลั๊กไฟ เมื่อ 40 ปีก่อนคนไทยยังไม่ได้เล่นกัน จะว่าไปคนทั้งโลกด้วยซ้ำครับ ลองสังเกตุจากแอดโฆษณาในยุคก่อน สายไฟหรือปลั๊กไฟไม่ใช่สิ่งที่ใครให้ความสนใจ รวมถึงพวกอุปกรณ์เสริมพวกปลั๊กผนัง ทิปโท และทุกคนในโลกก็คิดเหมือนกันว่าเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่มีสาระเท่าไหร่

จน 30 กว่าปีที่ผ่านมา เริ่มมีคนมาให้ความสนใจกับอุปกรณ์พวกสายไฟ ผมจำได้ว่ายุคนั้น สายไฟแบรนด์แรกๆที่เข้ามาในไทยคือยี่ห้อ Furukawa ครับ (ตอนนี้ผมยังมีอยู่เส้นนึงเลย) ตอนนั้นขายเมตรละ 1000 บาท เมื่อ 30 กว่าปีก่อนสายไฟเมตรละพันต้องบอกว่าเป็นความบ้าระห่ำของคนเล่น เพราะตัดมา 2 เมตร รวมหัวแล้วประมาณ 3-4000 บาท

ตอนนั้นเครื่องเสียงด้านหลังยังไม่ได้ทำเต้ารับแบบ IEC ยังคงเป็นสายไฟสำเร็จต่อออกมาจากในเครื่อง ดีที่สุดตอนนั้นคือทำสายไฟ Furukawa กับบล็อคไม้ แล้วเอาสายไฟเครื่องมาต่อเข้าไปอีกทอดนึง ผมยอมรับตรงๆว่าฟังไม่ออก จะฟังอย่างไรก็ฟังไม่ออกว่ามันต่างกันอย่างไร ซึ่งก็ไม่กล้าบอกใครว่าเสียเงินซื้อมาแต่ฟังไม่ออก

แต่พอใช้งานไปนานๆ แล้วเอาเครื่องเสียบเปลี่ยนที่โดยไม่ใช้สายไฟ ปรากฏว่ารู้สึกว่ามีอะไรที่มันขาดหายไปเยอะพอสมควร ทำให้ผมเข้าใจว่ามันมีเรื่องความคุ้นเคย และทักษะในการฟังมาเกี่ยวด้วย ทักษะในการฟังนั้นไม่ใช่เรื่องของเซียนหรือไม่เซียน ผมว่ามันเป็นเรื่องการรับรู้ที่ดีขึ้นของหูเรามากกว่า ทักษะการฟังมันถูกปรับขึ้นตามลักษณะของเสียงที่ได้ยิน จะว่าไปมันคล้ายกับการไปกินอาหารอร่อยแล้วมากินของที่ไม่อร่อยมันถึงจะรู้ว่าอันไหนอร่อย

สายไฟนั้นมีผลต่อคุณภาพเสียง และมีผลมากพอสมควรด้วยครับ มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้มันเสียงดี ตั้งแต่คุณภาพตัวนำที่บริสุทธิ์หรือมีส่วนผสมระหว่างอะไรกับอะไร และเคลือบผิวของลวดด้วยอะไร และยังมีเรื่องหน้าตัดสายไฟมาเกี่ยวของ หน้าตัดใหญ่หรือเล็กก็มีผล ฉนวนที่หุ้มก็มีผล คือทำให้ดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้นก็ยังได้อีก ซึ่งผมอยากจะอธิบายง่ายๆว่ามันเหมือนเราสวมแว่นตานั่นแหละครับ

การสวมแว่นตาคล้ายกันคือเลนส์ที่ดีมันทำให้ความคมชัดที่ดีขึ้น ตัดเงาสะท้อน ตัดแสงโพลาไรซ์ที่ทำให้สีสันอิ่มขึ้น เพียงแค่กระจกเลนส์ชิ้นเดียวที่คั่นกลาง ก็ทำให้การมองเห็นทุกอย่างเปลี่ยนไป เช่นเดียวกันกับสายไฟครับ ต้นทางจะมาจากไหน ดีแย่ขนาดไหน อันนี้แล้วแต่ความเข้มข้นเอาจริงของทุกคน

แต่การเอาสายไฟมาต่อคั่นใช้ระหว่างกลางระหว่างปลั๊กผนังกับเครื่องเสียง รับรองว่าเห็นผลที่ต่างกันอย่างแน่นอนครับ จะให้ตอบกี่ครั้งก็ต้องบอกว่ามันต่างกันแน่นอน ส่วนจะดีขึ้นตรงจุดไหนบ้าง มันขึ้นอยู่กับปรัชญาการออกแบบของแต่ละค่าย และก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะพิถีพิถันมากน้อยขนาดไหน

การเล่นเครื่องเสียงและหูฟังเป็นศาสตร์และศิลปะ เป็นวิทยาศาสตร์ล้วนๆครับ ทุกอย่างถูกอธิบายได้ด้วยความเป็นวิทยาศาตร์ทั้งสิ้นครับ ขอให้มีความสุขกับการฟัง ใครเอาจริงมากเครียดมาก และเปลืองสตางค์มากเช่นกัน^^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 3
ความคิดเห็นที่ : 28

bonus79

10/10/2017 23:36:31
57



ผมมี venom3 และ venom3s เก็บอยู่พอดี เลยเอามาถ่ายให้ดูความต่างครับ ตัว3s จะสีฟ้าใส ตัวไม่มีs จะสีครามครับ ตัว3s จะเส้นเล็กกว่าตามรูปครับ เดี๋ยวจะทยอยลงให้ดูครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 3
ความคิดเห็นที่ : 29

bonus79

10/10/2017 23:38:06
57



ตัวล่างฟ้าใสคือ venom3s ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 3
ความคิดเห็นที่ : 30

bonus79

10/10/2017 23:43:30
57



สองตัวซ้าย คือ venom3 ครับ ตัวขวาสุดคือ Venom3s ทั้งสามเส้น ไม่มีเขียนว่า diamondback ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 3
ความคิดเห็นที่ : 31

bonus79

10/10/2017 23:56:19
57



Venom3: เขียนที่สายว่า
(UL)C(UL) E136065-P SJT 12AWG/3C (3x3.31mm2) DRY 60C 300V VW-1 SHIELDED CSA LL96415 SJT 12AWG/3C  (3x3.31mm2) DRY 60C 300V FT2 SHIELDED VENOM

ส่วน Venom3s: เขียนที่สายว่า
(UL) C(UL) E136065-P SJT 14AWG/3C (3)(2.08mm2) DRY 60C 300V VW-1 SHIELDED CSA LL96415 FT2
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 3
ความคิดเห็นที่ : 32

bonus79

11/10/2017 00:05:04
57



แถมให้อีกสายคือ Venom HC นะครับ คือเส้นขวาสุดครับ เรียงจากซ้ายไปขวาเลยคือ 
Venom3s > Venom3 > Venom HC

HC เส้นจะใหญ่กว่ามาก เรียกได้ว่าจับสองเส้นแรกรวมกันยังโตไม่เท่า HC ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 3
ความคิดเห็นที่ : 33

bonus79

11/10/2017 00:10:49
57



ตัวสายของ HC จะระบุไว้ว่า Venom HC
ตัวสายของ Venom3 จะระบุว่า Venom
ตัวสายของ Venom3s จะไม่มีคำว่า Venom ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 3
ความคิดเห็นที่ : 34

สงสัยงานนี้มีเฮ

11/10/2017 00:21:40
จขกท. คงเจอสายรุ่นพิเศษ special edition เข้าให้แล้วครับ :)
ให้กำลังใจ 2
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 35

Think

11/10/2017 09:36:45
29
มาแชร์ประสบการณ์เรื่องสาย USB นิดนึงครับ ผมนี่ละตอนแรกโคดไม่เชื่อว่า สาย USB มันจะต่างกันยังไง แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่ามันต่างกันจริงๆ 

ยกตัวอย่างเส้นที่เปลี่ยนแล้วฟังออกแบบชัดๆ แบบไม่ต้องจับผิดอะไรกันเลย คือสาย USB ของ Shunyata นี่ละครับ ลองเสียบฟังเทียบกัน สมมติ ใช้สายของ nordost อยู่ ถอดออกเอา Shunyata เสียบแทน เสียงเปลี่ยนไปคนละเรื่องเลยครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 36

เหน่งบา

11/10/2017 10:37:23
984
ผมไม่ค่อยได้เล่นได้ลองสายหลายรุ่นสักเท่าไหร่ 
สายไฟส่วนใหญ่ก็อ่านรีวิวเอาแล้วสั่งมาใช้(นานแล้ว)
บางส่วนก็จับแพะชนแกะดัดแปลงเพิ่มเติม (สายไฟฟุรุกาวา น่าจะรุ่นเดียวกับที่เฮียเล่า  แล้วมาเพิ่มกราวน์เอาเอง(สายไฟรุ่นนั้นมีแค่สองขั้ว) ด้วยสายแบ็ตเครื่องเสียงรถ)
การหุ้มสายไฟด้วยชีลด์ทองแดงขนาดใหญ่
แต่ละอย่างที่ทำมันเป็นประเด็นเล็กน้อยเต็มที แต่ก็สัมผัสความต่างได้ทุกสเต็ปที่มีการเปลี่ยนแปลงนะครับ
ไม่ต้องพูดถึงการเปลี่ยนปลั๊กไฟตัวผู้ตัวเมียของสาย

ส่วนหนึ่ง การฟังออกยากหรือง่ายแค่ไหนอยู่ที่ห้องฟังมีการเซ็ทอัพไว้พร้อมแค่ไหน ทั้งในแง่การตั้งลำโพง อคูสติกของห้องฟัง และการเซ็ทอัพสาย/อุปกรณ์
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 37

ต้องลองเอง

11/10/2017 10:43:58
สัญญาณดิจิตอลมันมีแค่ 0 กับ 1 ครับ ไม่มีทางที่จะสอดแทรกบุคลิกเสียงหรือแนวเสียงอะไรเข้าไปในสัญญาณได้ทั้งนั้น แต่ในวงการคนเล่นเครื่องเสียงและโฮมเทียเตอร์ส่วนใหญ่จะรู้ดีว่า USB, Coaxial และ Optial แนวเสียงจะไม่เหมือนกันเลยทั้งๆที่เป็นเครื่องเสียงชุดเดียวกัน สรุปว่าให้โยนทฤษฎีทิ้งไปแล้วใช้หูตัวเองตัดสินดีกว่าครับ
ให้กำลังใจ 2
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 38

lukephong

11/10/2017 10:51:27
64
ขออนุญาตเล่าประสบการณ์เรื่องสาย usb ด้วยคนครับ ว่าเสียงต่างจริงๆ

ผมลองด้วยสายราคาถูกสุด จากผู้ผลิตท่านหนึ่งในบอร์ดนี้ เสียบกับฮาร์ดดิสก์โอนข้อมูลได้ครบถ้วนแสดงว่าสายไม่เสีย แต่เสียบกับแดคแอมป์เสียงเปิดโปร่งกว่าสายแถมแบบไม่ต้องเพ่ง แต่ดันสำลักข้อมูล เสียงขาดๆ หายๆ

ลองเส้นแพงสุดจากผู้ผลิตรายเดิม ให้รู้ดำรูแดงกันไป คราวนี้เสียงมาได้ราบรื่นไม่มีสะดุด ไม่มีขาดหาย แต่เสียงมันต่างกัน เส้นแถมได้อารมณ์แบบอนาลอก เส้นนี้ได้เสียงที่เปิด โปร่งกว่า รายละเอียดมากกว่า แม้จะเทียบกับเส้นราคาถูกแต่เสียงขาดหายของเขาเอง

ผมลองกับสายโนเนม จะได้ตัดปัญหาเรื่องบ้ายี่ห้อออกไป เรื่องเชียร์กันออกไป เพราะผมกับผู้ขายไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 3
ความคิดเห็นที่ : 39

เข้ามาอ่าน

11/10/2017 11:18:53
ถ้าไปถามผู้ผลิตเครื่องเสียงเค้าจะบอกเลยว่าภาคจ่ายไฟมีผลต่อเสียงมากแทบจะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของเสียงเลยเพราะมีหน้าที่จ่ายไฟไปเลี้ยงให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงาน  

และอีกอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือวิธีการขยายเสียงนั้นวงจรขยายเสียงจะสร้างสัญญาณเสียงขึ้นมาใหม่โดยเอาสัญญาณต้นทางเป็นแม่แบบแล้วสร้างสร้างสัญญาณเสียงขึ้นมาใหม่โดยมีความถี่ที่เหมือนเดิมแต่มีแอมปริจูดหรือขนาดที่ใหญ่ซึ่งอุปกรณ์ขยายที่ว่านั้นอาจจะเป็นทรานซิสเตอร์ หลอด หรือ ic op-amp ก็ได้ที่อยู่ในอุปกรณ์เครื่องเสียงนั้น ย้ำว่าวงจรขยายเสียงไม่ได้เอาสัญญาณต้นทางมาทำใหญ่ขึ้นตรงๆนะแต่เป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ 

แล้วทีนี้สัญญาณเสียงที่สร้างขึ้นมาใหม่ต้องใช้พลังงานเหมือนกันซึ่งตัวอุปกรณ์มันสร้างเองไม่ได้ มันก็เอามาจากภาคจ่ายไฟนั่นแหละ แล้วภาคจ่ายไฟประกอบด้วยอะไรบ้างละ หลักๆก็ หม้อแปลง capacitor diode ซึ่งอุปกรณ์ที่ว่ามานี้ล้วนมีผลต่อเสียงทั้งสิ้น แล้วถ้ามองลึกไปอีกว่าไฟที่เข้าเครื่องเสียงมาจากใหนก็มาจากเต้ารรับผ่านสายไฟแล้วมาเข้าเครื่อง ทีนี้พอมอเห็นภาพรึยังว่าสายไฟมีความสำคัญรึยัง สายไฟที่ดีจะใช้ตัวนำที่ดีกว่า  มีการป้องกันสัญญาณรบกวนที่ดีกว่า

หน้าที่ของสายสัญญาณคือเป็นทางผ่านของสัญญาณเสียงต้นฉบับให้ดีที่สุดฉันใด  สายไฟก็ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของแหลงพลังงานของเครื่องให้ดีที่สุดฉันนั้นละ 

สายไฟหรือสายสัญญาณที่ดีมักจะเป็นพวกทองแดง ofc หรือ pcocc หรือ perfect serface ฯลฯ แล้วแต่ยี่ห้อจะคิดขึ้นมาเพื่อให้ตัวนำมีความบริสุทธิ์สูงมากและออกซิเจนบนเบื้อนน้อย ผู้ผลิตสายจะพยายามทำให้ทองแดงบริสุทธิ์มากๆและมีโครงสร้างที่ราบเรียบที่สุดเพื่อให้อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ผ่านสายไฟหรือสายสัญญาณรายเรียบหรือเป็นระเบียบมากที่สุดซึ่งมันส่งผลโดยตรงกับเสียง ตรงนี้ไปอ่านในเวปผู้ผลิตสายได้ (กระแสไฟฟ้าเกิดจากการคลื่นที่ของอิเล็กตรอน) ดังนั้นเมื่อมีสัญญาณไฟฟ้าเดินทางผ่านสายไฟหรือสายสัญญาณที่มีคุณภาพดีมันก็เหมือนเป็นตัวปรับสภาพให้อิเล็กตรอนเดินทางได้ราบเรียบขึ้นและมีทิศทางคงที่ไม่วิ่งกันมั่วมากขึ้นเท่านั้น

การใช้สายไฟที่ดียาวเท่าไหร่ก็เหมือนเป็นการปรับสภาพการไหลของกระแสไฟฟ้า(อิเล็กตรอน)ให้ราบเรียบขึ้นเท่านั้น นักเล่นบางคนลงทุนเดินไฟใหม่จากมิเตอร์ไฟมาเข้าตรงเครื่องเสียงโดยเฉพาะแล้วใช้สายไฟดีๆก็เพราะเหตุผลเพื่อเสียงดีนี้แหละ  แล้วที่ถามว่าต้องเดินสายไฟใหม่จากการไฟฟ้าเลยหรือไงเสียงถึงจะดีขึ้น  ก็บอกเลยว่าถ้าทำได้แบบนั้นเสียงดีขึ้นมหาศาลแน่นอน แต่เพราะมันทำไม่ได้ไงถึงต้องมาทำในส่วนที่ทำได้ซึ่งงายสุดก็สายไฟหลังเครื่องหรือสายไฟปลั๊กพ่วง หรือสายไฟเครื่องกรองไฟ หรือให้สุดๆก็เดินสายเมนใหม่จากมิเตอร์ยิงตรงเข้าเครื่องเสียง
ให้กำลังใจ 3
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 40

ผมเองเจ้าเก่า

11/10/2017 11:31:46
โอ้ ขอบคุณ คห.39 มากครับ ผมได้ความรู้จากท่านเยอะเลย
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 41

เข้ามาอ่าน v.2

11/10/2017 11:39:32
การเล่นเครื่องเสียงมันก็เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์  ถ้าคุณใช้แต่ศาสตร์อย่างเดียวมาคิดมันก็เหมือนปิดกันตัวเองที่จะรับรู้อะไรใหม่ๆถ้าคิดว่าแค่มีเพลงให้ฟังพอแล้วอย่างนี้ก็จบไม่ต้องเสียเงินมาก แต่ถ้ามองอีกมุมของนักเล่นที่อยากรู้อยากลองและสนุกกับการเล่นคุณต้องใช้ศิลปะเข้ามาคิดด้วย การลองผิดลองถูกเอาโน่นเอานี่มาใส่มันก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ฟังออกก็ได้เสียเงินฟังไม่ออกก็ปล่อยผ่าน อย่าไปดูถูกคนอื่นเค้าแน่นอนว่าของแบบนี้บางอย่างก็ทำมาหลอกเงิน แต่ถ้าคุณไม่เชื่อก็แค่ปล่อยผ่านหรือไม่ก็ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเองสิ เหมือนสาย usb hdmi เถียงกันให้ตายคนไม่เชื่อก็เหตุผลเดิมๆ อยากรู้ก็ต้องลองเองสิไม่ใช่ยกทฤษฎีมาข่มคนอื่น แค่สายแถมต่างแบบกันมันก็ให้เสียงไม่เหมือนกันแล้ว 

เล่นเครื่องเสียงต้องใช้หูฟังแล้วพิสูจน์ ไม่ใช่แค่อ่านสเป็คอ้างตำรายกทฤษฎีมาข่ม ไม่อย่างนั้นแล้วเครื่องเสียงที่มีสเป็คเหมือนกันมันต้องให้เสียงเหมือนกันทุกอย่างเลยหรือไง
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 42

ตามนั้น

11/10/2017 12:25:19
เรื่องสาย HDMI เทพ ฝรั่งเค้าทดสอบประสิทธิภาพกันไปแล้วครับ

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 43

ตามนั้น

11/10/2017 12:27:35
สาย HDMI ราคา 1,000 ดอลลาร์ ก็เช่นเดียวกัน

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 44

ไม่ใช่แล้ว

11/10/2017 12:48:35
คห.42 นั่นมันสายแบบฝังชิปพิเศษช่วยเพิ่มคุณภาพเข้าไปด้วยครับ ไม่ใช่สายธรรมดา
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 45

Artnoi

11/10/2017 17:21:28
269
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 41 - เข้ามาอ่าน v.2
การเล่นเครื่องเสียงมันก็เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์  ถ้าคุณใช้แต่ศาสตร์อย่างเดียวมาคิดมันก็เหมือนปิดกันตัวเองที่จะรับรู้อะไรใหม่ๆถ้าคิดว่าแค่มีเพลงให้ฟังพอแล้วอย่างนี้ก็จบไม่ต้องเสียเงินมาก แต่ถ้ามองอีกมุมของนักเล่นที่อยากรู้อยากลองและสนุกกับการเล่นคุณต้องใช้ศิลปะเข้ามาคิดด้วย การลองผิดลองถูกเอาโน่นเอานี่มาใส่มันก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ฟังออกก็ได้เสียเงินฟังไม่ออกก็ปล่อยผ่าน อย่าไปดูถูกคนอื่นเค้าแน่นอนว่าของแบบนี้บางอย่างก็ทำมาหลอกเงิน แต่ถ้าคุณไม่เชื่อก็แค่ปล่อยผ่านหรือไม่ก็ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเองสิ เหมือนสาย usb hdmi เถียงกันให้ตายคนไม่เชื่อก็เหตุผลเดิมๆ อยากรู้ก็ต้องลองเองสิไม่ใช่ยกทฤษฎีมาข่มคนอื่น แค่สายแถมต่างแบบกันมันก็ให้เสียงไม่เหมือนกันแล้ว 

เล่นเครื่องเสียงต้องใช้หูฟังแล้วพิสูจน์ ไม่ใช่แค่อ่านสเป็คอ้างตำรายกทฤษฎีมาข่ม ไม่อย่างนั้นแล้วเครื่องเสียงที่มีสเป็คเหมือนกันมันต้องให้เสียงเหมือนกันทุกอย่างเลยหรือไง
ใช่ครับ ถ้าสเปคเหมือนกันทุกอย่างแล้วถ้าวัดออกมาทุกค่าใน 4 ค่านี้ 1.noise 2.distortion 3.frequency response 4.time-based error แล้ว (ceteris paribus) เสียงจะเหมือนกันทุกอย่างครับ
AES ได้บอกไว้แล้วว่า audio fidelity มีแค่ 4 parameters นี้ นอกเสียจากจะมีแบรนด์ไหนมีวิศวะที่เก่งกว่า audio engineering society แล้วหาเรื่องมาหักล้างได้ครับ

https://www.youtube.com/watch?v=Zvireu2SGZM
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 46

เหน่งบา

11/10/2017 17:55:53
984
มีหวัง....
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 47

ขยันดราม่ากันได้ทุกเรื่อง

11/10/2017 18:03:11
สังคมอุดมดราม่า
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 48

Artnoi

11/10/2017 18:07:31
269
ถ้าแยกดราม่ากับ discussion ให้ออกจะดีมากนะครับ และทางที่ดีไม่ควรถอดล็อกอิน เวลาจะพูดอะไรจะได้นึกถึง consequences
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 49

ร่วมด้วยช่วยเชียร์

11/10/2017 18:10:20
นัด blind test กันที่ร้านมั่นคงเลยครับ ให้เฮียมั่น คุณหลุยส์ คุณแพะ เป็นสักขีพยานให้ก็ได้ :)
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 50

ไม่เชื่อ

11/10/2017 18:18:59
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 45 - Artnoi

อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 41 - เข้ามาอ่าน v.2
การเล่นเครื่องเสียงมันก็เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์  ถ้าคุณใช้แต่ศาสตร์อย่างเดียวมาคิดมันก็เหมือนปิดกันตัวเองที่จะรับรู้อะไรใหม่ๆถ้าคิดว่าแค่มีเพลงให้ฟังพอแล้วอย่างนี้ก็จบไม่ต้องเสียเงินมาก แต่ถ้ามองอีกมุมของนักเล่นที่อยากรู้อยากลองและสนุกกับการเล่นคุณต้องใช้ศิลปะเข้ามาคิดด้วย การลองผิดลองถูกเอาโน่นเอานี่มาใส่มันก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ฟังออกก็ได้เสียเงินฟังไม่ออกก็ปล่อยผ่าน อย่าไปดูถูกคนอื่นเค้าแน่นอนว่าของแบบนี้บางอย่างก็ทำมาหลอกเงิน แต่ถ้าคุณไม่เชื่อก็แค่ปล่อยผ่านหรือไม่ก็ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเองสิ เหมือนสาย usb hdmi เถียงกันให้ตายคนไม่เชื่อก็เหตุผลเดิมๆ อยากรู้ก็ต้องลองเองสิไม่ใช่ยกทฤษฎีมาข่มคนอื่น แค่สายแถมต่างแบบกันมันก็ให้เสียงไม่เหมือนกันแล้ว 

เล่นเครื่องเสียงต้องใช้หูฟังแล้วพิสูจน์ ไม่ใช่แค่อ่านสเป็คอ้างตำรายกทฤษฎีมาข่ม ไม่อย่างนั้นแล้วเครื่องเสียงที่มีสเป็คเหมือนกันมันต้องให้เสียงเหมือนกันทุกอย่างเลยหรือไง
ใช่ครับ ถ้าสเปคเหมือนกันทุกอย่างแล้วถ้าวัดออกมาทุกค่าใน 4 ค่านี้ 1.noise 2.distortion 3.frequency response 4.time-based error แล้ว (ceteris paribus) เสียงจะเหมือนกันทุกอย่างครับ
AES ได้บอกไว้แล้วว่า audio fidelity มีแค่ 4 parameters นี้ นอกเสียจากจะมีแบรนด์ไหนมีวิศวะที่เก่งกว่า audio engineering society แล้วหาเรื่องมาหักล้างได้ครับ

https://www.youtube.com/watch?v=Zvireu2SGZM

ผมว่าไม่จริง ต่อให้เสป็คเหมือนกันแต่ใข้อุปกรณ์ข้างในไม่เหมือนกันยังไงก็เสียงไม่เหมือน เข่นตัวต้านทาน 1% เหมือนกันแต่ใช้คนละยี่ห้อเสียงมันก็ต่างกันแล้ว ตัวเก็บประจุอีกแค่ต่างชนิดต่างยี่ห้อเสียงก็ไม่เหมือนกัน เครื่องนึงใข้แผ่นปริ้นอีกเครื่องใข้ฮาร์ดไวด์ เสียงก็ไม่เหมือนกัน ใหนจะตะกั่วบัดกรี ฯลฯ วัสดุตัวถังแท่นเครื่องก็มีผลกับเสียงทั้วนั้น แต่ละยี้ห้อทำเครื่องออกมาแล้วต้องไฟล์จูนด้วยการฟังอีกครั้งเพื่อให้มีเอกลัษณ์เสียงเฉพาะตน ถ้ามัวแต่วัดด้วยกราฟแล้วทำขายเลยโดยไม่ฟังก็จบกัน ถ้าคุณเคยประกอบแอมป์เองมาก่อนจะเข้าใจตรงนี้ครับ เครื่องมือวัดยังไงก็ได้แค่กราฟสวยเท่านั้นๆพอดูเป็นแนวทางได้ว่าเสียงออกมาโทนใหนแต่สุดท้ายก็ต้องฟัง ไม่อย่างนั้นแล้วแอมป์ที่ก๊อปปี้วงจรเขามาเสียงมันคงเหมือนต้นฉบับทุกอย่างถ้าเป็นอย่างนั้นตัวต้นแบบคงขายไม่ได้แล้วครับ จะจ่ายแพงทำไม
ให้กำลังใจ 2
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 51

เหนื่อยแทน

11/10/2017 18:21:56
คนนึงอ้างทฤษฎี ไล่ให้อีกคนไปศึกษาทฤษฎี
คนนึงอ้างปฏิบัติ ไล่ให้อีกคนไปลองปฏิบัติ
แล้วมันจะคุยกันรู้เรื่องไหมครับ
ผมคนกลางเข้ามาอ่านยังเหนื่อยแทนเลย
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 52

champ_korn

11/10/2017 20:36:39
1,997

เรื่องเครื่องเสียงเป็นอะไรที่แปลกมาก

ผมเป็นคนหัววิทยาศาสตร์มาก ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ แรกๆผมไม่เชื่อเรื่องสายไฟ AC เลยนะครับ แบบว่า ไฟมันไม่สะอาดตลอดทางมาเจอสายไฟเมตรกว่าจะดีได้ไง ปรากฏว่าพอลองฟัง อ้าวต่างจริงๆ แถมสายแต่ละเส้นมีบุคลิกเสียงต่างกันออกไปอีก งงมาก

เรื่องความต่างทาง Digital นี่แรกๆผมไม่เชื่อเลย เพราะเชื่อว่ารหัส Digital เป็น Code เพื่อไปออกคำสั่ง (มันไม่ใช่สัญญาน Analogue มันไม่ควรจะต่างกันได้ด้วยสายส่ง) เหมือนลำดับเบสใน DNA ถ้าลำดับเบส DNA เดียวกันก็ถอด code ออกมาสั่งเคราะห์ได้โปรตีนแบบเดียวกัน ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ สาย USB ผมเคยทดลองและฟังไม่ออกเลยสักเส้น แต่ล่าสุด คุณตั้มเอาไฟล์ที่ copy ผ่านสาย USB ราคาถูกกับสายราคาแพงให้ฟัง ดันฟังออกว่าต่าง เลยอยากกลับไปทดลองสาย USB ดูอีก ครั้งแรกที่ฟังไม่ออก อาจจะเป็นที่ว่าสาย USB ชุดที่ผมลองบุคลิกเสียงต่างกันไม่มาก (subtle) และประสบการณืในการฟังยังน้อยมาก ไว้ต้องไปหาที่เค้าว่าเสียงต่างกันมากๆมาลองอีกทีครับ ว่าฟังออกไหม

ขอยืนยันว่า ความต่างของเสียงจากสายไฟ AC นั้นมีจริง บางเส้น ไม่ Subtle เลย มันต่างแบบชัดจริงๆ ชนิดที่ว่าคนหูตะกั่วแบบผมฟังออก

ลงชื่อ คนหัววิทย์มากๆ ไม่ชอบมโน.....แต่งงกับสิ่งที่ได้ฟัง

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 53

Peerasak

11/10/2017 20:56:58
4
ผมว่าถ้าอยากรู้ว่าสายต่างๆมีผลรึป่าวต้องลองฟังเองครับบางคนบอกสายนี้แหลมดีหรือเบสดีคุณก็ได้แต่คิดจินตนาการไปว่ามันจริงหรือป่าวถาม 10 คนอาจจะได้ 10 คำตอบเลยก็ได้ดังนั้นต้องลองครับถ้าไม่อยากเสียเงินก็ไปที่ร้านเฮียหรือร้านใหญ่ๆอย่างปิยนัสเขายินดีให้คุณเข้าไปลองฟังอยู่แล้วครับ แต่ถ้าจะมาถามหาหลักการและเหตุผลจากเพื่อนสมาชิกในนี้คงให้ไม่ได้หรอกครับ เพราะในนี้ส่วนใหญ่เป็นนักเล่นนักฟังซึ่งคงไม่สนใจอะไรกับหลักการพวกนี้มากนักขอให้เสียงถูกใจจ่ายเงินแล้วจบเป็นพอแล้วครับ ถ้าจะถามหลักการและเหตุผลจริงๆผมแนะนำว่าให้ Mail ไปถามผู้ผลิตสายโดยตรงเลยครับเขาน่าจะให้คำตอบที่ดีกับคุณได้ดีที่สุดลองถามหลายๆบริษัทเลยครับน่าจะได้คำตอบที่หลากหลายพอสมควรครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 54

นายมั่นคง

11/10/2017 21:06:47
2,933
555 คงไม่ต้องถึงกับดราม่ากับประเด็นนี้หรอกครับ 555

ผมสรุปให้อีกทีก็แล้วกัน หลายท่านถ้าเล่นเครื่องเสียงหรืออุปกรณ์หูฟังมาซักพักคงนึกสงสัยว่า ไอ้สายหูฟัง สายไฟ หรืออุปกรณ์อัพเกรดต่างๆนั้นให้เสียงต่างจากสายไฟธรรมดาจริงเหรอ ดิจิตอลก็คือดิจิตอล ต้นทางมาเท่าไหร่ ปลายทางก็ไปเท่านั้น ตอบว่าไม่จริงทั้งหมด มันมีตัวแปรที่ทำให้เสียงดีขึ้นหรือเลวลงได้ทั้งสิ้น

ซึ่งถ้าผ่านมาเรือธง ลองเข้ามาลองฟังสายไฟเทียบกันระหว่างสายไฟธรรมดาแถมมากับเครื่อง กับสายไฟแบรนด์ที่ทำมาอัพเกรดโดยเฉพาะ รับประกันว่าฟังออกทันทีว่าดีขึ้นจริงๆ และต่างกันเยอะด้วย

แต่ความพอใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางทีการใช้ของเดิมๆแล้วโอเคแล้วผมก็ถือว่าใช้ได้แล้ว แต่บางคนเปลี่ยนทุกอาทิตย์เพื่อให้เสียงดีขึ้นเพียงนิดเดียวก็มีอีกเหมือนกันครับ 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 4
ความคิดเห็นที่ : 55

ผมว่านะ

11/10/2017 21:08:54
คุณ จขกท คงคิดอยู่ในใจว่า
"พวกเขาเหล่านี้เข้ามาทำอะไรกันในกระทู้ฉันเนี่ย!?" T^T
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 56

kit556

11/10/2017 21:30:11
14



เรื่องรุ่นสาย shunyata เล็กน้อยครับ ผมค้นรูปสายรุ่น Venom 3 จากเน็ท ได้ตัวอย่างมาอีกสองแบบ รวมของผมกับของพี่ bonus79 ถ้านับทุกตัวเป็น venom3 หมดก็แสดงว่ามีต่ำกว่า 4 lot
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 57

kit556

11/10/2017 21:31:18
14



Venom3 อีกแบบ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 58

bonus79

11/10/2017 21:36:55
57
Venom3 มีกี่ล๊อตก็ไม่แน่ใจนะครับ ผมรู้แต่ว่าปัจจุบัน made in china แต่ล๊อตก่อนๆรู้สึกจะ made in usa ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 2
ความคิดเห็นที่ : 59

tangkoo.

11/10/2017 21:44:09
1,206
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 55 - ผมว่านะ

คุณ จขกท คงคิดอยู่ในใจว่า
"พวกเขาเหล่านี้เข้ามาทำอะไรกันในกระทู้ฉันเนี่ย!?" T^T

555

ยังไงขอให้เจ้าของกระทู้ได้คำตอบนะครับ  ผมว่าไม่ใช่แค่เจ้าของกระทู้  แต่ยังเป็นประโยชน์ถึงคนอื่นด้วยครับ 
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 60

Artnoi

11/10/2017 21:53:33
269
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 52 - champ_korn

เรื่องเครื่องเสียงเป็นอะไรที่แปลกมาก

ผมเป็นคนหัววิทยาศาสตร์มาก ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ แรกๆผมไม่เชื่อเรื่องสายไฟ AC เลยนะครับ แบบว่า ไฟมันไม่สะอาดตลอดทางมาเจอสายไฟเมตรกว่าจะดีได้ไง ปรากฏว่าพอลองฟัง อ้าวต่างจริงๆ แถมสายแต่ละเส้นมีบุคลิกเสียงต่างกันออกไปอีก งงมาก

เรื่องความต่างทาง Digital นี่แรกๆผมไม่เชื่อเลย เพราะเชื่อว่ารหัส Digital เป็น Code เพื่อไปออกคำสั่ง (มันไม่ใช่สัญญาน Analogue มันไม่ควรจะต่างกันได้ด้วยสายส่ง) เหมือนลำดับเบสใน DNA ถ้าลำดับเบส DNA เดียวกันก็ถอด code ออกมาสั่งเคราะห์ได้โปรตีนแบบเดียวกัน ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ สาย USB ผมเคยทดลองและฟังไม่ออกเลยสักเส้น แต่ล่าสุด คุณตั้มเอาไฟล์ที่ copy ผ่านสาย USB ราคาถูกกับสายราคาแพงให้ฟัง ดันฟังออกว่าต่าง เลยอยากกลับไปทดลองสาย USB ดูอีก ครั้งแรกที่ฟังไม่ออก อาจจะเป็นที่ว่าสาย USB ชุดที่ผมลองบุคลิกเสียงต่างกันไม่มาก (subtle) และประสบการณืในการฟังยังน้อยมาก ไว้ต้องไปหาที่เค้าว่าเสียงต่างกันมากๆมาลองอีกทีครับ ว่าฟังออกไหม

ขอยืนยันว่า ความต่างของเสียงจากสายไฟ AC นั้นมีจริง บางเส้น ไม่ Subtle เลย มันต่างแบบชัดจริงๆ ชนิดที่ว่าคนหูตะกั่วแบบผมฟังออก

ลงชื่อ คนหัววิทย์มากๆ ไม่ชอบมโน.....แต่งงกับสิ่งที่ได้ฟัง

งั้นลองคิดตามผมละกันนะครับ ผมก็หัววิทย์

ถ้าเสียงของ 2 ไฟล์ที่มาจากแผ่นเดียวกันที่ริปมาผ่าน 2 สาย usb มีเสียงต่างกัน แปลว่า สองไฟล์นั้นมีข้อมูลไม่เหมือนกัน ซึ่งผิดหลักของ digital transmission อย่าง usb ที่มีเช็คข้อผิดพลาด

ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า usb มีการบิดทอนข้อมูลปลายทาง i.e. ก็อปไฟล์ข้ามสาย usb ไปหลายๆครั้ง คุณภาพไฟล์หลังๆที่ก็อปปี้ ควรจะมีข้อมูลไม่ผิดจากอันแรก

และการกำหนดตัวแปรเองก็เป็นหลักวิทยาศาสตร์เบื้องต้น เพราะฉะนั้นเวลาจะทดสอบความต่างของสองไฟล์ด้วยหูนั้น ผู้ฟังต้องไม่รู้ว่าฟังไฟล์ไหนอยู่ ซึ่ง awareness เป็นสาเหตุของ expectation และ confirmation bias ครับถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ปราศจากการปรุงแต่งจากจิต

ส่วนเรื่องสายไฟเดี๋ยวผมจะไปลองดูที่ร้านครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 61

kit556

11/10/2017 22:04:34
14

อ้างอิงจากเฮียมั่นคง ที่ว่ารุ่น Venom3 กับ Venom3S ฉนวนเหมือนกันหมดต่างกันแค่ตัวนำ ผมเลยคิดว่าสายผมเป็น Venom 3 ครับ เพราะมีระบุ 12AWG/3C  (3x3.31mm2)  คือตัวนำ 12AWG และ หน้าตัด 3.31mm2

ส่วนเรื่องหลายสีหลายแบบ ผมขี้เกียจคิดละ  สงสัยของผมคงเป็นคนละ lot กับคนอื่น เพราะสีไม่เหมือนชาวบ้านเขา ส่วนเรื่องเสียงตอนแรกผมเอาไปต่อแอมป์ พอเทียบกับ pangea14mkII แล้วรู้สึกไม่ ok (pangea14mkII เส้นนี้หนามากน่าจะ 7AWG) แต่พอย้ายเอา Venom 3 ไปเอาไปต่อ DAC เสียงสุดยอดเลยครับ ตอนนี้ฟังเพลงฟินมาก ไล่ขุดอัลบั้มที่เก็บไว้ออกมาฟัง ไล่ฟังเสียงต่างๆ คือรายละเอียดเสียงไม่ถึงกับขุดคุ้ยรายละเอียดออกมาเยอะๆ แต่ก็แยกรายละเอียดได้ในระดับที่ดีทีเดียว ส่วนที่ดีมากๆคือ background สงัด ทำให้เสียงต่างๆดูน่าฟัง และที่เขาเรียกว่า tonal balance มั๊ง อันนี้ก็ทำได้ดีมากเช่นกันครับ สมดุลย์เสียงไล่ตั้งแต่เบส กลาง สูง ไม่มีการเบี่ยงเบน ค่อนข้าง flat ซึ่งเป็นแบบที่พวกเล่น Hi-end ชอบ ส่วนผมเองจริงๆก็อยากได้ color นิดหน่อย แต่ก็แอบดีใจได้สัมผัสกับเสี้ยวนึงของพวกเล่น Hi-end ว่า flat มันเป็นอย่างนี้เอง :-)

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 2
ความคิดเห็นที่ : 62

champ_korn

11/10/2017 22:08:33
1,997
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 60 - Artnoi
งั้นลองคิดตามผมละกันนะครับ ผมก็หัววิทย์

ถ้าเสียงของ 2 ไฟล์ที่มาจากแผ่นเดียวกันที่ริปมาผ่าน 2 สาย usb มีเสียงต่างกัน แปลว่า สองไฟล์นั้นมีข้อมูลไม่เหมือนกัน ซึ่งผิดหลักของ digital transmission อย่าง usb ที่มีเช็คข้อผิดพลาด

ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า usb มีการบิดทอนข้อมูลปลายทาง i.e. ก็อปไฟล์ข้ามสาย usb ไปหลายๆครั้ง คุณภาพไฟล์หลังๆที่ก็อปปี้ ควรจะมีข้อมูลไม่ผิดจากอันแรก

และการกำหนดตัวแปรเองก็เป็นหลักวิทยาศาสตร์เบื้องต้น เพราะฉะนั้นเวลาจะทดสอบความต่างของสองไฟล์ด้วยหูนั้น ผู้ฟังต้องไม่รู้ว่าฟังไฟล์ไหนอยู่ ซึ่ง awareness เป็นสาเหตุของ expectation และ confirmation bias ครับถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ปราศจากการปรุงแต่งจากจิต

ส่วนเรื่องสายไฟเดี๋ยวผมจะไปลองดูที่ร้านครับ

เพราะผมก็คิดแบบที่คุณ Artnoi คิดทุกอย่างนั่นแหละครับ....ผมถึงได้ใช้คำว่า "แปลก" 55555

ทั้งนี้สายไฟ AC ผมยังยืนยันว่าต่างจริงๆ เพราะมันชัดมาก (แต่ผมอธิบายไม่ได้ว่าทำไม)

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 63

ลองซักทีเถอะ

11/10/2017 22:15:42
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 60 - Artnoi
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 52 - champ_korn

เรื่องเครื่องเสียงเป็นอะไรที่แปลกมาก

ผมเป็นคนหัววิทยาศาสตร์มาก ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ แรกๆผมไม่เชื่อเรื่องสายไฟ AC เลยนะครับ แบบว่า ไฟมันไม่สะอาดตลอดทางมาเจอสายไฟเมตรกว่าจะดีได้ไง ปรากฏว่าพอลองฟัง อ้าวต่างจริงๆ แถมสายแต่ละเส้นมีบุคลิกเสียงต่างกันออกไปอีก งงมาก

เรื่องความต่างทาง Digital นี่แรกๆผมไม่เชื่อเลย เพราะเชื่อว่ารหัส Digital เป็น Code เพื่อไปออกคำสั่ง (มันไม่ใช่สัญญาน Analogue มันไม่ควรจะต่างกันได้ด้วยสายส่ง) เหมือนลำดับเบสใน DNA ถ้าลำดับเบส DNA เดียวกันก็ถอด code ออกมาสั่งเคราะห์ได้โปรตีนแบบเดียวกัน ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ สาย USB ผมเคยทดลองและฟังไม่ออกเลยสักเส้น แต่ล่าสุด คุณตั้มเอาไฟล์ที่ copy ผ่านสาย USB ราคาถูกกับสายราคาแพงให้ฟัง ดันฟังออกว่าต่าง เลยอยากกลับไปทดลองสาย USB ดูอีก ครั้งแรกที่ฟังไม่ออก อาจจะเป็นที่ว่าสาย USB ชุดที่ผมลองบุคลิกเสียงต่างกันไม่มาก (subtle) และประสบการณืในการฟังยังน้อยมาก ไว้ต้องไปหาที่เค้าว่าเสียงต่างกันมากๆมาลองอีกทีครับ ว่าฟังออกไหม

ขอยืนยันว่า ความต่างของเสียงจากสายไฟ AC นั้นมีจริง บางเส้น ไม่ Subtle เลย มันต่างแบบชัดจริงๆ ชนิดที่ว่าคนหูตะกั่วแบบผมฟังออก

ลงชื่อ คนหัววิทย์มากๆ ไม่ชอบมโน.....แต่งงกับสิ่งที่ได้ฟัง

งั้นลองคิดตามผมละกันนะครับ ผมก็หัววิทย์

ถ้าเสียงของ 2 ไฟล์ที่มาจากแผ่นเดียวกันที่ริปมาผ่าน 2 สาย usb มีเสียงต่างกัน แปลว่า สองไฟล์นั้นมีข้อมูลไม่เหมือนกัน ซึ่งผิดหลักของ digital transmission อย่าง usb ที่มีเช็คข้อผิดพลาด

ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า usb มีการบิดทอนข้อมูลปลายทาง i.e. ก็อปไฟล์ข้ามสาย usb ไปหลายๆครั้ง คุณภาพไฟล์หลังๆที่ก็อปปี้ ควรจะมีข้อมูลไม่ผิดจากอันแรก

และการกำหนดตัวแปรเองก็เป็นหลักวิทยาศาสตร์เบื้องต้น เพราะฉะนั้นเวลาจะทดสอบความต่างของสองไฟล์ด้วยหูนั้น ผู้ฟังต้องไม่รู้ว่าฟังไฟล์ไหนอยู่ ซึ่ง awareness เป็นสาเหตุของ expectation และ confirmation bias ครับถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ปราศจากการปรุงแต่งจากจิต

ส่วนเรื่องสายไฟเดี๋ยวผมจะไปลองดูที่ร้านครับ
ได้แต่คิดแต่ไม่พิสูจน์มันก็ผิดหลักวิทยาศาสตร์แล้ว เห็นรีวิวหูฟังมาหลายตัวกับอีแค่สายไฟสาย USB ทำไมถึงไม่กล้าลอง ลองเลยเฮียเค้าท้าให้ลองแล้วจะกลัวอะไรอีกล่ะ
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 64

vorva

11/10/2017 22:16:07
7
ขออนุญาติเจ้าของกระทู้แชร์ความคิดเห็นกันนะครับ ^^;

จากความคิดเห็น 25
ในความคิดผมนะครับ ในโลกของดิจิตอลนั้นยอมให้เกิดความผิดเพี้ยนขึ้นมาได้บ้างโดยไม่ทำให้ข้อมูลนั้นเสียหายเลย ฉะนั้นสายไฟของคอมฯ ขอแค่ให้ได้มาตรฐานระดับหนึ่งก็เพียงพอแล้ว ดีกว่านั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรแล้ว

แต่ในโลกของอนาล๊อกนั้น ความผิดเพี้ยนเพียงเล็กน้อยจะไม่ถูกกำจัดทิ้งไปเหมือนโลกดิจิตอล แต่จะถูกถ่ายทอดออกมาทางเสียงให้เราได้ยินกัน สายไฟแต่ละเส้นที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้าที่ต่างกัน จึงมีผลต่อการผลิตสัญญาณอนาล๊อกออกมาได้ต่างกัน จึงทำให้เกิดคุณภาพของเสียงที่ต่างกัน จึงทำให้เราได้ยินเสียงที่ต่างกันครับ

ส่วนสาย digital ที่ให้เสียงต่างกัน ผมตั้งสมมั่วติฐานว่าน่าจะเป็นเพราะสายแต่ละเส้นส่งข้อมูลไปให้ DAC ได้ไม่เหมือนกัน 100% อย่างที่เราเข้าใจว่าโลกดิจิตอลควรเป็นอย่างนั้น
DAC ที่ได้รับข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน จะสร้างสัญญาณอนาล๊อกที่ต่างกันจากสายแต่ละเส้น
ยิ่งถ้า DAC ต้องการไฟเลี้ยงจากสาย USB ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เห็นความต่างมากขึ้นไปอีกจากเหตุผลเดียวกันกับสายไฟครับ

ผิดถูกอย่างไร ขออภัยด้วยครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 65

นายมั่นคง

11/10/2017 22:38:19
2,933
555 ผมเองก็ยังไม่ได้ตอบเจ้าของกระทู้เรื่องสาย shunyata เหมือนกัน แต่เอาล่ะหมูหวานตอบไปแล้ว


ผมไม่รู้จะเขียนเชิงไหนถึงจะไม่ใช่เหมือนมาเชียร์ขายของ 555

ของพรรค์นี้ต้องเสียเงินเยอะๆแล้วจะรู้สึกว่าทำไมถึงต้องใช้สายไฟ สาย USB ปลั๊กไฟ ปลั๊กผนังที่ต่างจากของสามัญพื้นฐานที่ติดมากับเครื่อง คือถ้าเป็นคนที่ยอมทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้เสียงที่ดีขึ้นมาอีก จะมากหรือนิดหน่อย คนเหล่านี้คือออดิโอไฟล์ คือฟังออกและรู้ว่าตัวเองกำลังจ่ายเงินเพื่อหาอะไรอยู่ครับ

ที่บอกว่าเสียเงินเยอะๆก็เพราะว่าเวลาเสียเยอะย่อมหมายถึงได้ซื้อมาลองเปรียบเทียบเยอะ และพอยิ่งฟังมันยิ่งรู้ครับ และพอยิ่งรู้ว่าอะไรที่มันต่าง คราวนี้ทำนบแตก คืออะไรก็ไม่สนจะซื้ออย่างเดียว 555


แต่ผมบอกว่าไม่ต้องเสียเงินเยอะ เสียค่ารถไฟฟ้ามาที่เรือธง แล้วให้หลุยส์เสียบต่อสายไฟ Nordost Heimdall2 กับสายธรรมดาที่แถมมากับเครื่อง ผมว่าพอฟังไปได้พักนึงรับรองว่ากลับบ้านปุ๊บหมดความสุขทันทีเลยครับ 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 3
ความคิดเห็นที่ : 66

Artnoi

11/10/2017 22:45:08
269
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 63 - ลองซักทีเถอะ

อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 60 - Artnoi
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 52 - champ_korn

เรื่องเครื่องเสียงเป็นอะไรที่แปลกมาก

ผมเป็นคนหัววิทยาศาสตร์มาก ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ แรกๆผมไม่เชื่อเรื่องสายไฟ AC เลยนะครับ แบบว่า ไฟมันไม่สะอาดตลอดทางมาเจอสายไฟเมตรกว่าจะดีได้ไง ปรากฏว่าพอลองฟัง อ้าวต่างจริงๆ แถมสายแต่ละเส้นมีบุคลิกเสียงต่างกันออกไปอีก งงมาก

เรื่องความต่างทาง Digital นี่แรกๆผมไม่เชื่อเลย เพราะเชื่อว่ารหัส Digital เป็น Code เพื่อไปออกคำสั่ง (มันไม่ใช่สัญญาน Analogue มันไม่ควรจะต่างกันได้ด้วยสายส่ง) เหมือนลำดับเบสใน DNA ถ้าลำดับเบส DNA เดียวกันก็ถอด code ออกมาสั่งเคราะห์ได้โปรตีนแบบเดียวกัน ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ สาย USB ผมเคยทดลองและฟังไม่ออกเลยสักเส้น แต่ล่าสุด คุณตั้มเอาไฟล์ที่ copy ผ่านสาย USB ราคาถูกกับสายราคาแพงให้ฟัง ดันฟังออกว่าต่าง เลยอยากกลับไปทดลองสาย USB ดูอีก ครั้งแรกที่ฟังไม่ออก อาจจะเป็นที่ว่าสาย USB ชุดที่ผมลองบุคลิกเสียงต่างกันไม่มาก (subtle) และประสบการณืในการฟังยังน้อยมาก ไว้ต้องไปหาที่เค้าว่าเสียงต่างกันมากๆมาลองอีกทีครับ ว่าฟังออกไหม

ขอยืนยันว่า ความต่างของเสียงจากสายไฟ AC นั้นมีจริง บางเส้น ไม่ Subtle เลย มันต่างแบบชัดจริงๆ ชนิดที่ว่าคนหูตะกั่วแบบผมฟังออก

ลงชื่อ คนหัววิทย์มากๆ ไม่ชอบมโน.....แต่งงกับสิ่งที่ได้ฟัง

งั้นลองคิดตามผมละกันนะครับ ผมก็หัววิทย์

ถ้าเสียงของ 2 ไฟล์ที่มาจากแผ่นเดียวกันที่ริปมาผ่าน 2 สาย usb มีเสียงต่างกัน แปลว่า สองไฟล์นั้นมีข้อมูลไม่เหมือนกัน ซึ่งผิดหลักของ digital transmission อย่าง usb ที่มีเช็คข้อผิดพลาด

ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า usb มีการบิดทอนข้อมูลปลายทาง i.e. ก็อปไฟล์ข้ามสาย usb ไปหลายๆครั้ง คุณภาพไฟล์หลังๆที่ก็อปปี้ ควรจะมีข้อมูลไม่ผิดจากอันแรก

และการกำหนดตัวแปรเองก็เป็นหลักวิทยาศาสตร์เบื้องต้น เพราะฉะนั้นเวลาจะทดสอบความต่างของสองไฟล์ด้วยหูนั้น ผู้ฟังต้องไม่รู้ว่าฟังไฟล์ไหนอยู่ ซึ่ง awareness เป็นสาเหตุของ expectation และ confirmation bias ครับถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ปราศจากการปรุงแต่งจากจิต

ส่วนเรื่องสายไฟเดี๋ยวผมจะไปลองดูที่ร้านครับ
ได้แต่คิดแต่ไม่พิสูจน์มันก็ผิดหลักวิทยาศาสตร์แล้ว เห็นรีวิวหูฟังมาหลายตัวกับอีแค่สายไฟสาย USB ทำไมถึงไม่กล้าลอง ลองเลยเฮียเค้าท้าให้ลองแล้วจะกลัวอะไรอีกล่ะ

เอ่อผมลองหลายสายละครับ ทั้งสาย usb และอื่นๆ ยอมรับว่าฟังไม่ออกครับ บวกกับที่ได้ศึกษามาเลยไม่เชื่อครับ
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 67

champ_korn

11/10/2017 22:53:58
1,997
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 66 - Artnoi

เอ่อผมลองหลายสายละครับ ทั้งสาย usb และอื่นๆ ยอมรับว่าฟังไม่ออกครับ บวกกับที่ได้ศึกษามาเลยไม่เชื่อครับ

ถ้าฟังสาย USB ไม่ออกแสดงว่าเหมือนผม 5555

ลองฟังสายไฟ AC ดูครับ ลองหลายๆเส้น เพราะบางเส้นต่างกันน้อยมากฟังไม่ออก บางเส้นต่างชัดครับ

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 68

vorva

11/10/2017 22:59:37
7
ส่วนการ copy ไฟล์ด้วยสายที่ต่างแล้วให้เสียงที่ต่าง ผมเองยังตั้งสมมั่วติฐานไม่ออกเหมือนกันครับ

แต่คนที่จะปวดหัวที่สุดกับเรื่องนี้คงไม่ใช่พวกเราแน่นอน แต่จะต้องเป็นพวก sound engineer ทั้งหลาย
สมมุติว่าวันหนึ่ง sound engineer ทำเพลงเสร็จแล้ว และได้ copy เพลงไปให้ producer ลองฟังในห้องทำงานด้วยสายยี่ห้อ ก.
หลังจาก producer ได้ฟังก็ชมว่างานดี เรียบร้อยมาก

วันถัดมา producer มาบอก sound engineer ว่าได้เผลอลบไฟล์ทิ้งไป จึงอยากขอไฟล์ใหม่ทั้งหมดอีกที
แต่เจ้ากรรม สายยี่ห้อ ก. ดันมาพังซะนี่ sound engineer จึงต้องไปซื้อสายใหม่ยี่ห้อ ข. เพื่อจะ copy ไฟล์ให้ producer

หลังจาก producer ได้ฟังไฟล์ใหม่ คราวนี้หนังคนละม้วนแล้วครับ
producer ไม่พอใจคุณภาพเสียงอย่างมาก และสั่งให้ไปแก้ให้เหมือนเดิมให้ได้ 

แล้วคราวนี้ sound engineer จะทำอย่างไรหละ ไฟล์ก็ไฟล์เดิม จะไป mix ใหม่ก็ไม่รู้จะแก้ตรงไหน มีหวังตกงานแหงๆ ครับ

ส่วนคนอีกกลุ่มที่ต้องปวดหัวก็คือพวกขายเพลงออนไลน์ทั้งหลาย ลูกค้าแต่ละคนจ่ายเงินซื้อเพลงด้วยราคาเท่ากัน แต่ได้ไฟล์เพลงที่มีคุณภาพต่างกัน เพราะดันใช้สายแลนที่คุณภาพต่างกันมาโหลดไฟล์นั่นเอง
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 69

ล้อเล่นจ้า

11/10/2017 23:17:48
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 53 - Peerasak

ผมว่าถ้าอยากรู้ว่าสายต่างๆมีผลรึป่าวต้องลองฟังเองครับบางคนบอกสายนี้แหลมดีหรือเบสดีคุณก็ได้แต่คิดจินตนาการไปว่ามันจริงหรือป่าวถาม 10 คนอาจจะได้ 10 คำตอบเลยก็ได้ดังนั้นต้องลองครับถ้าไม่อยากเสียเงินก็ไปที่ร้านเฮียหรือร้านใหญ่ๆอย่างปิยนัสเขายินดีให้คุณเข้าไปลองฟังอยู่แล้วครับ แต่ถ้าจะมาถามหาหลักการและเหตุผลจากเพื่อนสมาชิกในนี้คงให้ไม่ได้หรอกครับ เพราะในนี้ส่วนใหญ่เป็นนักเล่นนักฟังซึ่งคงไม่สนใจอะไรกับหลักการพวกนี้มากนักขอให้เสียงถูกใจจ่ายเงินแล้วจบเป็นพอแล้วครับ ถ้าจะถามหลักการและเหตุผลจริงๆผมแนะนำว่าให้ Mail ไปถามผู้ผลิตสายโดยตรงเลยครับเขาน่าจะให้คำตอบที่ดีกับคุณได้ดีที่สุดลองถามหลายๆบริษัทเลยครับน่าจะได้คำตอบที่หลากหลายพอสมควรครับ

ด้วยความเคารพครับ
หมายความว่าจะให้ผม mail ไปถามบริษัทผู้ผลิตสายไฟแบรนด์เนมว่าสายไฟของเค้ามีผลให้คุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าสายแถมหรือเปล่า
คุณคาดหวังว่าเค้าจะตอบว่าอย่างไรครับ
เค้าจะตอบว่า "ไม่ต่างกันหรอก เหมือนๆกันแหละ" หรือครับ ?
แล้วจะให้ผม mail ไปถามบริษัทผู้ผลิตสายไฟยี่ห้อ A ว่าสายของเค้าดีกว่าสายยี่ห้อ B ของบริษัทคู่แข่งหรือเปล่า
คุณคาดหวังว่าเค้าจะตอบว่าอย่างไรครับ
เค้าจะตอบว่า "ไม่ต่างกันหรอก เหมือนๆกันแหละ" หรือครับ ?

ป.ล. ผมแกล้งหยอกเล่นนะครับ เห็นว่ากระแสดราม่าเริ่มซา ก็เลยสุมไฟขึ้นมาอีกรอบ
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 70

kit556

11/10/2017 23:23:10
14

เรื่องเส้นสายผมเริ่มต้นเหมือนหลายๆท่านครับ คือไม่เชื่อเลยทั้งสาย analog และ digital ถัดมาก็หยวนๆว่าเออ สาย analog มันมีเหตุผลที่เสียงจะต่างอยู่บ้าง ส่วนสาย digital ยังไงก็ 0 กับ 1 จะมีผลกับเสียงได้ยังไง จนกระทั่่งวันนึงผมสลับเอาสาย USB ผมไปต่อเส้นเก่า (เป็นสายแถมทั้งคู่) แล้วนั่งงง 3 วันว่าทำไมเสียงไม่เหมือนเดิม จนเข้าวันที่ 3 (รู้ตัวช้าไปหน่อยแต่ก็ยังดีที่นึกออก) ถึงนึกได้ว่าเราสลับสาย USB เอาไว้ เลยลองเอาเส้นเก่ามาต่อปรากฎว่าเสียงกลับมาเหมือนเดิม

จากประสบการณ์เล่นชุดเริ่มต้นของผม กับที่เคยฟังรุ่นใหญ่เขาคุยกัน เขาว่าเล่นแรกๆ สายที่จะมีผลกับเสียงไล่จากมากไปน้อยก็  สายลำโพง(หูฟัง) > สาย RCA > สายสัญญาณ > สายไฟ AC ส่วนถ้าเล่นไปถึงชุดแพงขึ้นเรื่อยๆ ความสำคัญจะเริ่มย้อนทางครับ คือเหมือนกับมันตันแล้วไม่รู้จะ upgrade ตรงไหนเลยย้อนกลับมา up พวกสาย สัญญาณ สายไฟแทน โดยเฉพาะระบบไฟนี่มีเรื่องให้เสียตังค์เยอะมาก เพราะพ้นจากสายไฟไปต้นทางอีก ยังมีรางปลั๊กไฟ กรองไฟ stabilizer กล่องไฟผนัง บางท่านไปขอการไฟฟ้าเดินไฟ 3 เฟส เพื่อจะแยกไฟเครื่องเสียงออกจากไฟส่วนอื่นๆของบ้าน (ผมก็ฟังเขามานะครับ ตอนแรกเหลือเชื่อมาก แต่พออ่านรุ่นใหญ่เขาคุยกันเยอะๆ การเดินสายไฟใหม่เป็นเรื่องปกติของนักเล่น)

ส่วนคำว่า "เล่น" เส้นสาย ต่างๆนั้น ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจ เพราะเริ่มต้นทุกคนมักได้คำแนะนำให้ลงงบไปกับ ลำโพง (หูฟัง) ,แอมป์ หรือ player พวกนี้จะมีผลมากที่สุด เซียนบางท่านพอได้ยินว่ามือใหม่ "เล่น" สาย ก็ตำหนิเลยว่าผิดทาง ซึ่งก็ถูกต้อง แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังเห็นมีนักเล่นเครื่องเสียง ลงเงินไปกับสายต่างๆ ทั้งๆที่ดูแล้วมันเกินความเหมาะสมกับระบบส่วนอื่นๆ (เซียนส่วนมากแนะนำไม่ให้ลงงบเกิน 30% ของระบบ) มาตอนหลังผมถึงเริ่มเข้าใจว่าคนที่ลงเงินเยอะๆกับเส้นสายมันก็พอมีเหตุผล เพียงแต่ว่าต้องเปลี่ยนจากคำว่า "เล่น" เป็น "ลงทุน"

เพราะในบรรดาอุปกรณ์เครื่องเสียงนั้น จะมีพวกที่ตกรุ่นหรือเสื่อมไวอายุสั้น อย่างเช่น DAC ,Player ,Amplifier (DAC จะเห็นชัดมากเพราะตกรุ่นเร็วเหมือน computer เลย) พวกนี้มีอายุสั้นกว่าเมื่อเทียบกับอีกกลุ่มนึงคือ ลำโพง สายไฟ สายสัญญาณ สาย RCA โดยเฉพาะสายไฟนี่แหละครับ ที่มีขนาดใหญ่และมักมีราคามากกว่าชาวบ้าน แต่กลับไม่มีการตกรุ่น และอายุของสายไฟก็มักจะยาวนาน คนถนอมของหน่อย 5 ปีสายยังเหมือนใหม่ และสายไฟถ้าเก็บดีๆ 20 ปีน่าจะยังใช้งานได้ (แอมป์หรือพวกวงจรอิเล็กซ์โทรนิค ผมเข้าใจว่าต้องมีการเปลี่ยนพวกตัวเก็บประจุที่เขาเรียกการ re-cap) ส่วนสายไฟไม่ต้องการการดูและรักษาเลย

ดังนั้นก็จะมีนักเล่นกลุ่มนึงลงเงินไปกับสายไฟเยอะทั้งๆที่ดูไม่สมเหตุผล แต่เป็นเพราะว่าสายไฟ รุ่น ยี่ห้อดีๆ พอเก็บนานวันเข้า ความเสื่อมที่มีน้อย สวนทางกับราคาที่เพิ่มขึ้นจากการกลายเป็นของสะสม ผ่านไปนาน 10 ปี เส้นที่เขาว่าเป็นตำนานดียังงั้นดียังงี้ ก็จะมีนักเล่นหน้าใหม่บางส่วนที่อยากลองฟัง หรือนักเล่นมือเก่าที่ขายไป แล้วถวิลหาอยากได้ความทรงจำกลับมาใหม่  ทำให้สายไฟบางรุ่นราคาไม่ค่อยตกหรือตกช้า  พอรวมกำไรจากการได้ใช้งานก็กลายเป็นการ "ลงทุน" ที่คุ้มค่า


ทั้งหมดนี้ผมมั่วเองรวมกับอ่านเซียนๆคุยกันมา อย่าเชื่อผมเยอะ เพราะอย่างไรเครื่องเสียงซื้อปุ๊ป มีแค่ช่วยไม่กี่เดือนแรกที่ยังขายต่อได้ราคา ผ่านประกันไปครึ่งทางส่วนมากราคาลดไป 25% โดยประมาณ หลังจากนั้นก็จะยิ่งลดไปเรื่อยๆตามเวลาและสภาพใช้งาน ดังนั้นวิธีเดียวที่จะทำให้คุ้มกับกับลงทุนคือเอามาใช้ฟังเพลงเยอะๆ :-)
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 2
ความคิดเห็นที่ : 71

kit556

11/10/2017 23:42:37
14
อ่านเยอะๆหลายเรื่องแล้วมึน ลืมขอบคุณพี่ bonus79 ต้องขอบคุณพี่มากๆที่ถ่ายรูปมาให้ชมครับ พี่ต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้ Shunyata แน่มีครบทุกรุ่นเลย ผมเองยังขาดอีก 1-2 เส้น เห็น Venom HC แล้วตาลุกวาว

และขอบคุณพี่หมูหวาน เฮียมั่นคง และท่านที่เปิดประเด็นกับทุกท่านที่ร่วมแสดงความเห็นครับด้วยครับ ไม่นึกมาก่อนว่าครั้งนึงในชีวิตจะได้มาเป็น จขกท ยาวขนาดนี้ :-)
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 4
ความคิดเห็นที่ : 72

bonus79

12/10/2017 06:44:04
57



ด้วยความยินดีครับ บังเอิญผมมีในมือพอดีก็เลยถ่ายให้ดูเพราะคิดว่าน่าจะตรงประเด็นที่สงสัยอยู่ จะได้เทียบกันไปครับ อันที่จริงผมไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ ชุนยะตะหรอกครับ แต่มันเริ่มซื้อสายไฟเส้นแรกคือ venom3 เพราะตอนที่ผมซื้อแอมป์ตั้งโต๊ะเครื่องแรกเค้าไม่มีสายไฟแถมมาให้ คุณหลุยส์แนะนำให้เริ่มที่ venom3 ผมเห็นว่ามันจำเป็นต้องซื้อและราคาไม่แพงมากไปก็เลยเอามาพร้อมกัน พอตอนหลังก็ขยับขยายเปลี่ยนที่ dac ด้วยปลั๊กรางด้วยก็เลยกลายเป็นว่ามีครบซีรีย์ venom เลยครับตอนนี้มี venom digital ด้วยใช้ต่อกับ dac อยู่ครับ (ใช้แทน venom3s ที่ถ่ายรูปให้ดู ตัวสายสีเหมือน 3s เลยครับแต่เพิ่มกระเปาะ ztron มา)

อย่างไรก็ดี ไม่ทราบว่าได้เดินสายไฟใหม่จากตู้เมนมาเข้าที่เครื่องเสียงหรือยังครับ? อิอิ วางยา ไม่ต้องใช้สายมียี่ห้อด้วย ใช้เมตรละร้อย เบรคเกอร์ลูกละร้อยยี่สิบอีกตัว เผลอๆ diamondback/venom จะกลายเป็น viper ไปเลยหละครับ ^^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 2
ความคิดเห็นที่ : 73

เหน่งบา

12/10/2017 07:42:33
984
ถ้าอยากจะลองจะเล่นจะจับสังเกตดูผลเยอะๆ ต้องทำโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟให้ดีก่อนครับ..เดินกราวน์ เดินสายไฟจากตู้เมนมาห้องเครื่องเสียงใช้เบรคเกอร์แยกต่างหากอย่างที่คุณbonus79 บอก มีผลมาก และเป็นการปรับฐานของระบบให้อยู่ตัว

ทำนองเดียวกับต้องพยายามจัดการอคูสติกของห้องฟัง (ไม่ใช่่ว่าต้องเป็นเซ็ทปรับแพงๆเสมอไป) ต้องตั้งลำโพงให้เป็น หาขาตั้งที่เหมาะสม (ผมเริ่มต้นจากเก้าอี้ที่แข็งแรงและมั่นคงก่อนด้วยซ้ำ)และการเซ็ทอัพจัดวางอุปกรณ์และสายต่างๆในระบบ

เพราะถ้าสภาพแวดล้อมทั้งหมด มันไม่ได้จัดการให้ดีก่อน การฟังผลต่างของอุปกรณ์จะทำยากขึ้นครับ

เหมือนคนเราต้อง อาบน้ำ สระผม แปรงฟัน ก่อนจะเสริมสวย ฉีดน้ำหอม เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ใส่เครื่องประดับนั่นแหละครับ

ผมเองถ้าอุปกรณ์หูฟัง บางอย่างฟังไม่ออกนะครับ  แต่ถ้าเป็นชุดเครื่องเสียงบ้านจะฟังออกพอสมควรเวลาเปลี่ยนหรือเพิ่มอุปกรณ์


ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 2
ความคิดเห็นที่ : 74

ตามนั้น

12/10/2017 08:36:26
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 73 - เหน่งบา

ถ้าอยากจะลองจะเล่นจะจับสังเกตดูผลเยอะๆ ต้องทำโครงสร้างพื้นฐานของระบบไฟให้ดีก่อนครับ..เดินกราวน์ เดินสายไฟจากตู้เมนมาห้องเครื่องเสียงใช้เบรคเกอร์แยกต่างหากอย่างที่คุณbonus79 บอก มีผลมาก และเป็นการปรับฐานของระบบให้อยู่ตัว

ทำนองเดียวกับต้องพยายามจัดการอคูสติกของห้องฟัง (ไม่ใช่่ว่าต้องเป็นเซ็ทปรับแพงๆเสมอไป) ต้องตั้งลำโพงให้เป็น หาขาตั้งที่เหมาะสม (ผมเริ่มต้นจากเก้าอี้ที่แข็งแรงและมั่นคงก่อนด้วยซ้ำ)และการเซ็ทอัพจัดวางอุปกรณ์และสายต่างๆในระบบ

เพราะถ้าสภาพแวดล้อมทั้งหมด มันไม่ได้จัดการให้ดีก่อน การฟังผลต่างของอุปกรณ์จะทำยากขึ้นครับ

เหมือนคนเราต้อง อาบน้ำ สระผม แปรงฟัน ก่อนจะเสริมสวย ฉีดน้ำหอม เปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ใส่เครื่องประดับนั่นแหละครับ

ผมเองถ้าอุปกรณ์หูฟัง บางอย่างฟังไม่ออกนะครับ  แต่ถ้าเป็นชุดเครื่องเสียงบ้านจะฟังออกพอสมควรเวลาเปลี่ยนหรือเพิ่มอุปกรณ์


เห็นด้วยบางทีชุดหูฟังมันฟังไม่ออกหรือมีผลน้อย แต่กับขุดบ้านฟังออกขัดมากขนาดต้นทางจากแหล่งเดียวกันนะ อาจจะเป็นเพราะชุดบ้านให้รายละเอียดเสียงได้ดีกว่าโดเฉพาะลำโพงที่มันแยกแยกความถี่ชัดเจนในแต่ละดอกไม่เหมือนหูฟัวที่ใช้ดอกเดียวก็เป็นได้นะครับ
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 75

เหน่งบา

12/10/2017 18:11:12
984
เพิ่มเติมข้อมูลตัดแปะนิดนึงครับ เรื่องสายไฟจากตู้เมนมาเข้าห้องเครื่องเสียง
แต่จำไม่ได้ว่าอ่านมาจากอาจารย์เด็กวัด(จงจินต์หรือ ธนกฤต) หรือ คุณยุทธพงศ์ ลิ้ม ศิษย์ของท่าน

เคยมีการตั้งคำถามว่า ไหนๆจะฆ่าควาย จะไปเสียดายเกลือทำไม..ระบบไฟในห้องเครื่องเสียงก็จะเดินใหม่ กราวน์ก็จัดไปแบบสุดๆใช้ground rod ทองแดงแท้ๆยาวเท่าตัวคนขุดหลุมเป็นสามเสาเชื่อมติดกับสายกราวน์ เบรคเกอร์ก็หาดีสุดเท่าที่จะหาได้ในท้องตลาด อย่ากระนั้นเลยสายไฟจากตู้เมน(สมมุติว่ายาวหน่อย ไม่ใช่อยู่ชิดห้องเครื่องเสียง) ลงทุนใช้สายไฟAC ออดิโอเกรดระดับอ๋องไฮเอนด์ลากมาตั้งแต่ตู้เมนมาเข้าเบรคเกอร์ที่ห้องมันซะเลยดีไหม????
(คนคิดทำแบบนั้น แน่นอนว่าเล่นอุปกรณ์ไฮเอนด์ล้วนๆครับ มูลค่าของอุปกรณ์ทั้งหมดในชุดเกินล้านไปหลายอยู่...ไม่ใช่บอกให้หมั่นไส้ในแง่ความเว่อร์  แต่หมายถึงว่า ถ้าด้วยความพร้อมของชุดที่มันเต็มเหนี่ยวสุดขีดขนาดนี้ หากการใช้สายไฟไฮเอนด์มาเดินจากตู้เมนมาเบรคเกอร์มันจะส่งผลคุ้มค่า มันต้องฟังออก)

สรุปว่า ไม่คุ้มครับ @_@ ผลลัพธ์ที่ได้มา ไม่คุ้มกับการใช้สายไฟระดับสูงมากยาวลากจากตู้เมนมาหาเบรคเกอร์ (ยกเว้นออกแบบให้ตู้เมนอยู่ใกล้เบรคเกอร์ห้องเครื่องเสียงมากๆ)  สายไฟคุณภาพดีขนาดหน้าตัดใหญ่ก็ควรแก่การณ์แล้ว ส่วนที่เหลือในห้อง จากเบรคเกอร์มาเข้าปลั๊กลอยก็จัดไปตามความต้องการ จะเล่นให้พิสดารอย่างไรก็เอาที่สบายใจได้เลย

***อันนี้จำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ ผิดพลาดอย่างไรผมขอรับแต่ผู้เดียว***
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 76

ตามนั้น

12/10/2017 18:41:24
ตอบท่านเหน่งบา คห.75

ถ้ามันลำบากลำบนขนาดนั้นเปลี่ยนไปเล่นชุดพกพาดีกว่าไหมครับ :)
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 77

เหน่งบา

12/10/2017 20:47:17
984
ตอบท่านตามนั้น
คนเล่นเครื่องบ้าน อาการหนักกว่าคนเล่นพกพาเยอะครับ ^ ^
ผมเองก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เล่นพวกของจุกจิก(accessories)บ้างพอสนุกๆ แต่ไม่มีปัญญาจะเล่นตามคนที่เขาเอาจริงเอาจัง
แค่ตัดแปะประเด็นที่หลายคนเคยคิดมาให้อ่านกันเป็นข้อมูลเท่านั้นแหละครับ เพราะหลายท่านเชื่อว่าต้องเคยจินตนาการเพ้อพกออกมาในรูปนี้แน่(ล่อ เอ๊ย ลากสายไฟไฮเอนด์จากตู้เมนมาเข้าห้อง) และเคยมีผู้ทดลองไปแล้ว จะได้ไม่ต้องลองเอง

ตัวผมปัจจุบันเวลาไม่ค่อยมี ได้แค่ฟังเพลงกับโทรศัพท์แล้วก็พยายามเอาหูฟังมาหมุนเวียนวอร์ม แค่นั้นเองครับ  ยังไม่ค่อยจะวอร์มได้ครบตัวเลย T^T
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 78

kit556

12/10/2017 22:44:17
14
แชร์ประสบการณ์ พวกอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆแหล่งจ่ายไฟก็น่าจะมีผลเช่นกันนะครับ ผมไม่ได้เล่นพกพาโดยตรง แต่ผมมีอุปกรณ์ตัวนึงเป็น computer จิ๋วใช้เป็นตัวเล่นไฟล์ โดยต่อผ่าน USB ไปเข้า DAC  computer on board นี้คือ raspberry pi ตัวเท่าฝ่ามือ ใช้ไฟประมาณ 5V 2.4A โดยผมเอา adapter ipad ซึ่งจ่ายไฟประมาณนี้มาต่อ ใช้งานเสียงดีครับ มีวันนึงผมถอด adapter ออกไปใช้ แล้วสลับเอา adapter ตัวเล็กจ่ายไฟได้แค่ 5V 1A มาต่อ ก็เปิดเครื่องติด ฟังเพลงได้ แต่สังเกตว่าเสียงมันแย่ลงมาก สุดท้ายเอา adapter ตัวเดิมที่จ่ายไฟเต็มมาต่อเสียงถึงกลับมาเหมือนเดิม ตอนหลังได้คุยกับอีกท่านนึงที่ใช้ raspberry pi อยู่เหมือนกัน เขาแนะนำว่าให้หา power bank มาใช้เป็นแหล่งจ่ายไฟ ก็จะได้เสียงดีขึ้นไปอีก ผมก็ยังไม่ได้ลอง
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 79

Draco

12/10/2017 23:01:22
278
4-5 เดือนก็จะมีกระทู้แบบนี้โผล่มาที ในทุกเว็บเกี่ยวกับเครื่องเสียง  แต่กระทู้นี้คนคุยเยอะดีแหะ 555

คนที่เชื่อส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อมาก่อนทั้งนั้นคับ 555  อยากรู้ก็ไปลองคับ เถียงกันไปก็ไม่รู้ใครถูก เพราะบางกระทู้มีคนมาอธิบายเรื่องไฟฟ้าลึกๆ  ผมก็ไม่รู้ว่าเค้าอธิบายถูกไหม เพราะผมไม่รู้ลึกๆเรื่องอิเลคทรอนิก ยิ่งระดับ protocol การสื่อสารยิ่งอ่านไม่เข้าใจเลย  จบคอม หรือเป็นโปรแกรมเมอร์เป็นแค่ user ของระบบอิเลคทรอนิกนะคับ  อย่าลืม :)
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 80

พัฒนาไปอีกขั้นแล้ว

12/10/2017 23:31:29
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 79 - Draco

4-5 เดือนก็จะมีกระทู้แบบนี้โผล่มาที ในทุกเว็บเกี่ยวกับเครื่องเสียง  แต่กระทู้นี้คนคุยเยอะดีแหะ 555

คนที่เชื่อส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อมาก่อนทั้งนั้นคับ 555  อยากรู้ก็ไปลองคับ เถียงกันไปก็ไม่รู้ใครถูก เพราะบางกระทู้มีคนมาอธิบายเรื่องไฟฟ้าลึกๆ  ผมก็ไม่รู้ว่าเค้าอธิบายถูกไหม เพราะผมไม่รู้ลึกๆเรื่องอิเลคทรอนิก ยิ่งระดับ protocol การสื่อสารยิ่งอ่านไม่เข้าใจเลย  จบคอม หรือเป็นโปรแกรมเมอร์เป็นแค่ user ของระบบอิเลคทรอนิกนะคับ  อย่าลืม :)

สมัยก่อนผมเคยเห็นแต่ทฤษฎีประเภท "เล่นไฟล์เพลงจากหน่วยความจำ flash แล้วเสียงแห้ง ต้องเล่นไฟล์จาก harddisk เสียงจะอิ่มกว่า" แต่เดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาไปถึงขั้น "copy ไฟล์เพลงผ่านสาย USB คนละเส้น พอเอามาเปิดเล่นแล้วเสียงไม่เหมือนกัน" แล้วเหรอเนี่ย
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 81

artpiggo

13/10/2017 07:08:28
231
ผมไม่เคยเล่นตั้งโต๊ะจริงๆจังๆสักครั้ง เดี๋ยวผมขอเข้าไปลองดูด้วยหน่อยนะครับ

แต่เรื่องสายไฟ ผมเดาว่าน่าจะเป็นผลจาก I (Ampere) ที่ต่างกัน เพราะสายไฟแต่ละตัว R ต่างกัน V บ้านเราก็วิ่งไม่นิ่ง 210-230 Vrms อีก พอมันไปเข้า regulator ต่างๆในวงจร ก็คงมีผลเรื่อง ไฟขาด ไฟเกิน ไฟพอดี ทำให้การปล่อยเสียงออกมาต่างกัน 

ส่วนเรื่องก๊อปปี้ไฟล์ด้วยสาย usb ต่างกัน หรือสายแลนต่างกัน ก็อาจจะจริงสำหรับคนที่ฟังออก แต่สำหรับคนอย่างผม ถ้ามันไม่ได้เปลี่ยนเพลงป๊อปให้เป็นเพลงลูกทุ่ง ผมว่าผมก็คงไม่ซีเรียสอะไรมาก 5555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 82

เด็กมอมแมม

13/10/2017 08:48:06
คุณDracoเซียนตัวจริงสาย usb เลย เมื่อก่อนผมอ่านรีวิวของท่านผมก็ไม่อยากเขื่อว่ามันจะจริวหรอจนลองเอาสาย USB ที่กองอยู่หลายเส้นใน office มาทบสอบดูปรากฎว่าแต่ละเส้นมีความต่างแต่ผมอธิบายไม่ถูก คราวนี้เริ่มมีแววได้เสียเงินเลยลงทุนซื้อของ furutech รุ่นถูกสุดมาใช้ปรากฎว่าดีกว่าสายแถมจริงแต่ดีขึ้นประมาณไม่เกิน 20%มั้ง ที่ขัดคือความสงัด ความต่อเนื่องนุ่มนวล เสียงก็อิ่มขึ้นไม่กลวงเหมือนเดิม เอาจริงๆงงครับ แต่ผมคงไม่กล้าซื้อแพงเหมือนพี่ Draco เพราะชุดไม่ใหญ่งบไม่หนาครับ สรุปเสียเงินกับสาย USB จนได้ 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 83

ผมว่านะ

13/10/2017 10:15:55
ต่อไปก็คงต้องเอาไฟล์เพลงไปฝากไว้บนคลาวด์ แล้วเล่นผ่านเน็ตเอา จะได้ไม่ต้องเครียดเรื่องคุณภาพสาย USB แล้วก็จะมีคนตั้งกระทู้ถามว่าฝากไฟล์ไว้กับคลาวด์ยี่ห้อไหน เน็ตบ้านยี่ห้อไหน Wifi เราเตอร์ยี่ห้อไหน 3G/4G ยี่ห้อไหนเสียงดีที่สุด :)
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 84

mean

13/10/2017 10:20:37
15
เห็นภาพเลยครับ คห.83
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 85

Sunriverss

13/10/2017 12:54:56
41
ถ้ามันต่างแล้ว คนที่ฟังเห็นคุณค่าในความต่างนั้น ในราคาที่เค้าคุ้มค่า ก็สมควรจะปรับปรุงครับ

ขนาดผงซักฟอกแต่ละยี่ห้อยังต่างกัน คนซักและคนใช้ก็รู้สึกได้ถ้าเป็นคนสังเกตไม่ปล่อยผ่านไปเฉยๆครับ
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 86

ดิจิ

13/10/2017 13:48:21
ในโลกของ digital สิ่งที่สำคัญ คือเรื่อง timing error หรือ jitter เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคุณภาพเสียงที่ได้รับ 
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 87

ถูกใจใช่เลย

13/10/2017 14:10:50
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 85 - Sunriverss

ถ้ามันต่างแล้ว คนที่ฟังเห็นคุณค่าในความต่างนั้น ในราคาที่เค้าคุ้มค่า ก็สมควรจะปรับปรุงครับ

ขนาดผงซักฟอกแต่ละยี่ห้อยังต่างกัน คนซักและคนใช้ก็รู้สึกได้ถ้าเป็นคนสังเกตไม่ปล่อยผ่านไปเฉยๆครับ

Like เลยความเห็นนี้ คนที่เห็นคุณค่าเขามีเขาก็ยอมลงทุน คนที่ไม่เชื่อก็ปล่อยผ่านมันก็แค่นั้นเองทำไมต้องมาเถียงกันด้วยเงินในกระเป๋าตัวเองแท้ๆไม่ได้ขอใครใช้
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 88

kit556

13/10/2017 14:25:58
14
ในบรรดาอุปกรณ์เครื่องเสียงทั้งหมด เส้นสาย สายไฟ สายสัญญาณ น่าจะเป็นส่วนที่คนเล่นใหม่ๆเช่นผมเห็นว่าเป็นของฟุ่มเฟือย ถ้ามีสายแถมก็แล้วก็ไม่รู้จะเสียเงินซื้อมาเปลี่ยนไปทำไม โดยเฉพาะสายไฟนี่แพงที่สุดในบรรดาสายทั้งหมด อาจเพราะเส้นหนาและต้องการความยาวพอสมควร ส่วนสายสัญญาณ สายดิจิตอล ถ้าวางเครื่องเสียงชิดๆกันยังพอประหยัดจากการใช้สายสั้นได้

แต่ยังไงการใช้สายไฟหลักพันหลักหมื่นก็ไม่ใช้เรื่องแปลกสำหรับคนเล่นเครื่องเสียง อย่าง clip ล่างนี้ เขาลองเอาสายไฟเส้นละ 50,000 มาให้ลองฟัง ... อ๊ะ อย่าเข้าใจผิดว่าเขาเอามาให้ลองเทียบกับสายแถม เขามีอีกเส้น 200,000 ให้ฟังเทียบครับ (ถึงตรงนี้ใครจะเป็นลม แวะไปดมยาดมก่อนได้ครับ)

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1962649437326561&id=1646487365609438&refid=17&_ft_=top_level_post_id.1962649437326561%3Atl_objid.1962649437326561%3Apage_id.1646487365609438%3Athid.1646487365609438%3A306061129499414%3A54%3A0%3A1509519599%3A-253795484365274250&__tn__=%2AW-R

ผมไม่ได้สนับสนุนหรือค้านเรื่องการใช้สายไฟแพงๆนะครับ แต่ถ้าจะลองคิดหาเหตุผลว่าทำไมสายไฟมันถึงแพงนักหนา clip ล่างนี้เขาผ่าภายในสายไฟ อธิบายเรื่อง shield กับการออกแบบ ซึ่งดูแล้วก็อาจเป็นสาเหตุที่สายไฟแต่ละเส้นมีราคาต่างกัน

https://m.facebook.com/groups/746362338797362?view=permalink&id=1182279075205684&refid=18&_ft_=qid.6476246140139689726%3Amf_story_key.1182279075205684%3Atop_level_post_id.1182279075205684%3Atl_objid.1182279075205684%3Apage_id.130693020618505&__tn__=%2AW-R

สำหรับมือใหม่แบบผมก็ยังใช้สายแถมในระบบอยู่หลายเส้น แต่ถ้าเป็นพวกมือเก่าผมเข้าใจว่าเขาไม่ได้ถกกันเรื่องเส้นสายพวกนี้ละครับ เขาก้าวล้ำนำหน้าไปถกกันเรื่อง รีโมท สัญญาณโทรศัพท์  ว่ามีผลกับเครื่องเสียงหรือเปล่า ลองฟังเพลินๆกันได้ครับ

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1950285388562966&id=1646487365609438&refid=17&_ft_=top_level_post_id.1950285388562966%3Atl_objid.1950285388562966%3Apage_id.1646487365609438%3Athid.1646487365609438%3A306061129499414%3A54%3A0%3A1509519599%3A8524812391300794754&__tn__=%2AW-R#footer_action_list

คลิปส่วนใหญ่ผมเจอจากการติดตามเพจ อ.บุญชู ไม่ได้ขออนุญาตเช่นกัน แต่เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ ต้องขอขอบคุณ อ. ด้วย  ท่านใดสนใจลองเข้าไปติดตามรายการต่างๆของ  อ. ได้ครับ ผมเจอมีอยู่ clip นึงสอนเรื่องการ match แอมป์+ลำโพง สำหรับเครื่องเสียงบ้าน เริ่มต้น ผมฟังจบแล้วเสียดายสุดๆ ที่เมื่อ 2 ปีก่อน ตอนผมซื้อเครื่องเสียงไม่มีใครมาสอนแบบนี้ ใครกำลังเริ่มจัดชุดจะช่วยลัดเวลาไปเยอะ อย่างผมต้องลองผิดลองถูกเป็นปีแล้วก็ยังไม่ลงตัว  และถึงเป็นชุดหูฟังก็น่าจะจับไอเดียมาประยุกต์ใช้ได้เช่นกันครับ

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1945761252348713&id=1646487365609438&refid=17&_ft_=top_level_post_id.1945761252348713%3Atl_objid.1945761252348713%3Apage_id.1646487365609438%3Athid.1646487365609438%3A306061129499414%3A54%3A0%3A1509519599%3A7069401345818902039&__tn__=%2AW-R#footer_action_list

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 89

kit556

13/10/2017 14:35:41
14
edit ข้อความเก่าไม่ได้ "อ. วิจิตร บุญชู" นะครับ ผมเขียนผิด ขออภัยด้วย
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 90

เหน่งบา

13/10/2017 15:15:04
984
ที่จริง ไปลองฟังกันก็จบนะครับ ไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ชอบหรือไม่ชอบที่มีการใช้งาน
เดี๋ยวนี้มีที่ให้ลองให้เปรียบเทียบหลายที่ตามร้านต่างๆ ผิดกับสมัยก่อนที่จะซื้ออะไรทีต้องเสี่ยงดวง เพราะไม่มีการให้ลองซื้อก่อนฟัง รีวิวก็ไม่ใคร่จะมีให้อ่าน
ต่อให้ฟังแล้วไม่ต่าง ก็เป็นความเห็นของเราเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น ใครฟังแล้วต่าง ก็ชั่งใจเอาว่าคุ้มหรือเปล่า ไหวแค่ไหน เล่นแล้วไม่เดือดร้อนตัวเองไม่เดือนร้อนคนอื่นเป็นใช้ได้
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 91

เหน่งบา

13/10/2017 15:23:33
984
เรื่องรีโมทนี่คุณจงจินต์เขียนไว้(และโดนรุมถากถาง)ตั้งแต่ยี่สิบปีก่อนเห็นจะได้
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 92

เหน่งบา

13/10/2017 15:44:54
984
ไม่มีการให้ลอง (ต้อง)ซื้อก่อนฟัง

ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 93

ลองคิดดูนะ

13/10/2017 17:54:28
อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 87 - ถูกใจใช่เลย

อ้างอิง : ความคิดเห็นที่ 85 - Sunriverss

ถ้ามันต่างแล้ว คนที่ฟังเห็นคุณค่าในความต่างนั้น ในราคาที่เค้าคุ้มค่า ก็สมควรจะปรับปรุงครับ

ขนาดผงซักฟอกแต่ละยี่ห้อยังต่างกัน คนซักและคนใช้ก็รู้สึกได้ถ้าเป็นคนสังเกตไม่ปล่อยผ่านไปเฉยๆครับ

Like เลยความเห็นนี้ คนที่เห็นคุณค่าเขามีเขาก็ยอมลงทุน คนที่ไม่เชื่อก็ปล่อยผ่านมันก็แค่นั้นเองทำไมต้องมาเถียงกันด้วยเงินในกระเป๋าตัวเองแท้ๆไม่ได้ขอใครใช้

เงินใครเงินมัน กระเป๋าใครกระเป๋ามัน คุณจะซื้อสายไฟกับสายยูเอสบีเส้นละหลายๆแสนมันก็เงินของคุณ แล้วคุณคิดว่าคนที่ทักท้วงเตือนสติเขาทำเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะความหวังดี เจตนาดี ไม่อยากให้เสียเงินในเรื่องที่ไม่ควรเสียหรือครับ 
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 94

จบเถอะผมขี้เกียจอ่านแล้ว

13/10/2017 18:07:22
เรื่องนี้เถียงกันให้ตายยังไงก็คงไม่จบ
ไปลองฟังเถอะครับ
ถ้าฟังออกก็ซื้อ
ฟังไม่ออกก็ไม่ต้องซื้อ
จบนะ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
"สอบถามสายไฟ Shunyata หน่อยครับ"