Guest
หมวดหมู่ > เว็บบอร์ด จับฉ่าย

ช่องทางการติดต่ออื่น

  • Munkonggadget
  • Munkonggadget Reviews
  • Munkonggadget Reviews
  • Munkonggadget Contact Us

เหน่งบาตัดแปะ....พุทธ โพธิสัตว์ เทวะ มาร อสูร ยักษ์ นาค ครุฑ อมนุษย์ ฯลฯ

เหน่งบา

10/04/2015 08:34:30
984



ใช้สำนวนจีนครับ...ขอซัดโยนหินชักนำหยก...ตัดแปะรูป หรืออาจมีเกร็ดข้อมูลเกี่ยวกับรูปวาด ภาพปั้น ภาพสลัก รูปหล่อ ของบรรดาสิ่งที่เป็นความเชื่อและศรัทธาของมวลมนุษย์ โดยมุ่งหวังจะแสดงถึงศิลปะที่สร้างสรรค์ หรือถ่ายทอดสิ่งที่มีอยู่ในและเหนือธรรมชาติ ผ่านฝีมือมนุษย์

ข้อมูลและภาพ(ถ่ายเอง)ที่มี มีเพียงน้อยนิดครับ หวังใจว่ามีท่านผู้รู้มายมายหลายท่านในบอร์ดนี้ จะมาร่วมกันแชร์ข้อมูล รูปภาพ ในหัวข้อนี้

เนื้อหาสาระข้อมูลที่จะพึงมี ตัดแปะมาจากงานเขียน ภาพถ่ายบางส่วน ของอาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ( น ณ ปากน้ำ) คุณนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว และเอกสารแผ่นพับของสถานที่ต่างๆ หนังสือที่อาจไม่ได้เอ่ยนาม

นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว : '...ผลงานหลายชิ้นที่ปรากฎผ่านน้ำมือมนุษย์ อาจไม่ได้มาจากจินตนาการของมนุษย์เพียงประการเดียว แต่เป็นภาวะลงตัวของชีวเคมีในร่างกายผสานกับการเปลี่ยนแปลงทางจิต อันส่งผลให้ "คน" มีสภาพที่เหมาะสมในการเป็นช่องทางของพลังบางอย่าง ให้"เขา"ได้เข้ามาทำงานร่วมกับเรา

นี่ทำให้เข้าใจได้ว่า ทำไม จิตรกรโบราณถึงไม่ลงชื่อไว้ในภาพเขียน อาจไม่ใช่เพียงเพราะศรัทธาในศาสนา หรือเพราะการสลายอัตตาเป็นเป้าหมายชีวิตของคนยุคเก่า จนไม่อยากเหลือทิ้งไว้ทั้งรูปหรือนาม แต่บางที มันคงเกิดจากคนผลิตงานเขารู้ดีว่า กระบวนการทำงานนั้นมันไม่ได้เกิดจากตัวเขาเพียงผู้เดียว ผลงานที่ออกมาไม่ใช่งานของเขา เขาเป็นเพียง"ช่องทางผ่านของพลัง"...'
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 1

เหน่งบา

10/04/2015 08:35:35
984
พระศรีศากยมุนี วิหารหลวงวัดสุทัศน์
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 2

เหน่งบา

10/04/2015 08:49:07
984





พระพุทธรูปโลหะหล่อขนาดใหญ่..มาก และมีความงดงามเป็นอย่างสูง ที่อัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุสุโขทัย แสดงให้เห็นถึงความเจริญสูงสุดทั้งด้านศิลปะ และโลหะวิทยา ความชำนาญในเชิงช่างที่สร้างสรรค์งานศิลปะขนาดใหญ่ไว้แต่หลายร้อยปีก่อน ข้อมูลมีว่า พระพุทธรูปขนาดใหญ่โตมโหฬารองค์นี้ ถอดได้เป็นเก้าชิ้น เล่ากันว่า ตอนที่ขนมาถึงประตูเมืองของกรุงเทพ องค์พระสูงกว่าซุ้มประตูถึงขนาดต้องรื้อซุ้มประตูบางส่วนเพื่อนขนพระเข้ามาในกำแพงเมืองเลยทีเดียว

แนะนำให้ผู้มีโอกาสดีหลายท่านที่อยู่กรุงเทพ แวะเข้าไปนมัสการและชื่นชมนะครับ ที่จริงในวัดสุทัศน์มีของดีของงามอีกมากมายหลายอย่างให้ได้รับรู้
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 3

เหน่งบา

10/04/2015 08:53:10
984





จากข้อมูลที่เล่ากันมา พระศรีศากยมุนี เคยประดิษฐานในวิหารหลวงแห่งนี้ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 4

เหน่งบา

10/04/2015 09:25:01
984
ไม่ยืนยันข้อมูลนะครับ แค่เล่าข้อสันนิษฐาน เอาไว้ให้คิดกันเล่นๆ

จากเดิมที่เชื่อกันว่าหลวงพ่อศรีศากยมุนี ถูกชลอมาจากสุโขทัยแน่ แต่นักวิชาการหลายคน โต้แย้งว่า พระโลหะขนาดมโหฬารขนาดนั้น ขนออกจากวิหารหลวงได้ยังไง โดยที่เสาวิหารยังไม่โดนพัง?(ดูภาพประกอบนะครับ) หลวงพ่อ น่าจะอยู่ในสิ่งก่อสร้างอื่น ที่ไม่ใช่วิหารหลวง บางรายสันนิษฐานว่า เนินปราสาท ที่อยู่บริเวณใกล้กัน เป็นปราสาทราชวังของพระร่วงเจ้าจริงหรือ ตำแหน่งอยู่หน้าวัดมหาธาตุเลยเนี่ยนะ? ดูผัง เดาความคิดของสถาปนิกในยุคนั้น จะเป็นได้อย่างไรที่อยู่ๆมีปราสาทอยู่ แล้วถ้าไม่ปราสาทราชวัง แล้วสถานที่นี่เคยไว้อะไรที่มีความสำคัญขนาดอยู่ตรงข้ามทางเข้าวัดมหาธาตุที่เป็นหัวใจของพุทธจักรในเมือง

คิดกันได้หลากหลายครับ ผมก็ไม่รู้ แค่ตัดแปะให้อ่านเท่านั้น ^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 5

Ahura

10/04/2015 11:33:06
1,313
ในช่วงประมาณปี 2550 วัดไตรมิตรฯ ได้มีโครงการเปลี่ยนที่ประดิษฐานองค์พระทองคำให้เป็นพระมหามณฑป
แต่ติดปัญหาในการเคลื่อนย้ายองค์พระที่เป็นทองคำหนักหลายสิบตัน ด้วยเกรงจะเกิดความเสียหายได้หากใช้จักรกลหนัก
ทางสว่างทางเดียวในเวลานั้นคือ องค์พระสามารถถอดประกอบเป็นชิ้นๆได้ ซึ่งก็น่าจะเป็นข่าวดี แต่ข่าวร้ายก็คือไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถแก้สลักพิสดารที่บรรพชนคิดค้นไว้ได้!!!
ร้อนถึงอาจารย์ผม (ท่านอาจารย์จุลทัศน์ พยาฆรานนท์)และเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระเทพฯด้วย ต้องถูกตามตัวให้แก้ไขเรื่องน่าปวดหัวนี้ เพราะน่าจะเป็นบุคคลเดียวในแผ่นดินที่แก้ไขความลับนี้ได้ และเมื่อท่านอาจารย์ไปถึงองค์พระก็สามารถแยกชิ้นส่วนได้อย่างง่ายดายและปรากฎความงดงามตราบจนทุกวันนี้
นี่คือข้อพิสูจน์ถึงภูมิปัญญาแห่งบรรพชนไทยว่ามีความสามารถเชิงความงามและวิศวกรรมเพียงไร อย่าว่าแต่พระอัฐฐารส สูง 8 ศอก ให้ใหญ่กว่านี้เขาก็เคลื่อนย้ายกันได้ง่ายๆครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 6

เหน่งบา

10/04/2015 13:23:17



ผมก็เดาว่า ถอดประกอบครับ สำหรับการเคลื่อนย้ายพระศรีศากยมุนี

รูปนี้พระคันธารราษฎร์ วัดหน้าพระเมรุราชิการาม จ.อยุธยา เป็นพระพุทธรูปศิลาจำหลักขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท ศิลปะแบบทวารวดี ปางปฐมเทศนา หน้าตักกว้าง 1.70 เมตร ขนาดสูง 5.20 เมตร พระหัตถ์ทั้งสองข้างวางคว่ำอยู่บนพระชานุ เบื้องพระปฤษฎางค์มีพนักและเหนือขึ้นไปหลังพระเศียรมีประภามณฑลหรือรัศมี สลักลายที่ขอบ เดิมพบอยู่ในวัดมหาธาตุ อยุธยา องค์จริงใหญ่กว่าที่เห็นในรูป และมีความงดงามมากครับ

พระคันธารราษฎร์ สร้างจากศิลาเขียว ประดิษฐานอยู่ในวิหารสรรเพชญ์ หรือวิหารเขียว หรือวิหารน้อย ตั้งอยู่ข้างพระอุโบสถวัดหน้าพระเมรุ ซึ่งสร้างวิหารขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3เป็นพระพุทธรูปที่มีข้อมูลว่าถอดประกอบได้เป็น9ชิ้นเช่นกันครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 7

เหน่งบา

10/04/2015 13:30:35
984



หลวงพ่อนาคปรกองค์นี้ อยู่ในวิหารหลวงวัดสุทัศน์นี่เองครับ อยู่หลังเสาต้นหนึ่งด้านซ้ายมือของพระศรีศายมุนี เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธศิลป์อันงดงามแปลกตา คนสร้างมีจินตนาการสร้างสรรค์บรรเจิดมากครับ นาคที่เห็น ทำเป็นส่วนที่แยกต่างหาก ครอบองค์พระอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน ขนาดประมาณครึ่งเท่าของคนจริง หากผ่านไปใกล้แถวนั้น ลองหาโกาสเข้าไปกราบนมัสการนะครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 8

เหน่งบา

10/04/2015 13:35:01
984
ขอบคุณคุณAhura ที่เข้ามาร่วมกระทู้และให้ข้อมูลที่น่าสนใจมาก

หวังว่าเที่ยวหน้าจะมาพร้อมของดีมาอวดกันนะครับ ^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 9

เหน่งบา

10/04/2015 13:49:20
984









[/url]





[/url]


พระพุทธรูปฝีมืองดงามวิเศษองค์นี้ เป็นunseen อย่างหนึ่งในอยุธยาก็ว่าได้ ทั้งที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์ มีพระพุทธรูปมากมาย หลายองค์มีพุทธศิลป์และลักษณะโดดเด่น จนหลายคนเดินผ่านพระพุทธรูปองค์นี้

พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาออกแบบอาคารเป็นสองปีกซ้ายขวาทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสอง ซึ่งแต่ละด้านล้วนประดิษฐานของสำคัญ ชั้นบนซ้ายเป็นพระบรมสารีริกธาตุและสมบัติจากกรุวัดมหาธาตุ ชั้นล่างซ้ายเป็นพระพุทธรูปศิลาจำหลักทวารวดีขนาดใหญ่ที่มีเพียงสามองค์ในประเทศไทย ขวาบนเป็นสมบัติที่เหลือจากกรุวัดราชบูรณะ ขวาล่าง จัดวางเศียรพระสำริดขนาดใหญ่ จากวัดธรรมิกราช

และพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยองค์นี้ คือ ศิลปะวัตถุที่ถูกเลือกให้วางไว้ ณ ตำแหน่งใจกลางพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยาครับ มีเป็นปางมาระวิชัยที่มีพุทธลักษณะตามแบบอินเดียโบราณอยู่อย่างคือ พระหัตถ์ไม่ได้วางบนพระหนุ(เข่า) แต่วางบนพระชงค์ นิ้วพระหัตถ์ แตะพื้นดิน(ฐาน) คือบอกแม่พระธรณี

ผมได้เห็นพระพุทธรูปองค์นี้ตอนเรียนพาณิชย์และต้องมาสอบเทียบเอาวุฒิ ม.6 ซึ่งทางโรงเรียน(ราชวินิตมัธยม)จัดให้มีกิจกรรมพบกลุ่มนอกสถานที่อย่างหนึ่งคือ ไปทัวร์อยุธยา ตอนเดินมาถึงพระพุทธรูปองค์นี้ ผมถึงกับตะลึงมองอยู่นานครับ มีความรู้สึกว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์อ่อนหวานที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา..แม้จนถึงปัจจุบัน ผมไปเที่ยวอยุธยาบ่อย และทุกครั้งที่ไปแล้วพิพิธภัณฑ์ไม่ปิด ผมจะเข้ามาดูพระพุทธรูปองค์นี้อยู่นานทุกครั้ง ^ ^ เป็นความประทับใจส่วนตัวน่ะครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 10

Ahura

10/04/2015 17:45:19
1,313
ขอปรับแก้ในความเห็นที่ 6 นิดนึงนะครับ
ถ้าจะเรียกพระศิลาดำองนี้ว่า พระคันธารราษฏร์ ดูจะเป็นการเรียกที่ผิดนะครับ
เพราะศิลปะคันธารราษฏร์หรือคันธาระ เป็นรูปแบบพุทธศิลป์ในยุคแรกๆต่อจากศิลปะสาญจี ซึ่งเต็มไปด้วยอิทธิพลของศิลปะกรีกโดยนำเอารูปลักษณ์ของเทพอพอลโลมาใช้แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระศิลาดำองค์นี้เป็นรูปแบบตอนปลายๆแล้วในช่วงของ คุปตะ ถึง ปาละ-เสนะ โดยดูจากลักษณะห้อยพระบาทประทับบนดอกบัวครับ
ส่วนที่เรียกว่าศิลปะทวาราวดีนั้นถูกต้องแล้วครับ
ป.ล. พระองค์นี้มีพี่น้องฝาแฝด คือ พระศิลาขาว ตั้งอยู่ที่องค์พระปฐมเจดีย์ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 11

เหน่งบา

10/04/2015 18:12:49
984
ยินดีที่มีผู้รู้มาตรวจสอบข้อมูลครับ

ผมเพียงตัดแปะตามธรรมเนียม ^ ^ คือชาวบ้านจะรู้จักพระ"องค์"นี้ ในนามนี้อ้ะครับ ส่วนข้อมูลในแง่ศิลปะให้เป็นไปตามความเห็นของผู้มีข้อมูลเลยครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 12

Ahura

10/04/2015 18:30:48
1,313



พระคันธารราษฏร์ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 13

Ahura

10/04/2015 18:32:17
1,313



เทพอพอลโล ศิลปะกรีก สมัยเฮเลนนิสติก
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 14

Ahura

10/04/2015 18:42:46
1,313
ความเข้าใจผิดในรูปแบบทางศิลปะในบ้านเรายังมีอีกเยอะครับ
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะปล่อยเลยตามเลยทั้งที่ความจริงนั้นถูกบิดเบือนครับ
ในรัชสมัยรีชกาลที่6 พระองค์ทรงต้องการสำรวจโบราณสถานในแถบศรีสัชนาลัย-สุโขทัยซึ่งตอนนั้นมีสภาพรกชัฏโดยอาศัยคนพื้นถิ่นนำทางชื่อว่า "นายเทียน" นายคนนี้เมื่อนำพระองค์บุกป่าผ่านวัดใดก็อุปโลกน์ชื่อขึ้นมาครับ ไม่ว่าจะเป็นวัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถวฯลฯล้วนไม่ใช่ชื่อจริงดั้งเดิมในสมัยนั้นครับ
ดังนั้นจึงเป็นที่มาของคำว่า " นั่งเทียนเขียน" ครับ 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 15

เหน่งบา

10/04/2015 18:49:45
984
เคยได้ยินครับ เห็นว่าวัดพระพายหลวงนี่ ตอนเสด็จไปถึง ลมกำลังพัดแรง วัดนั้นเลยได้ชื่อ วัดพระพายหลวง ^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 16

Ahura

10/04/2015 19:10:27
1,313



พระพุทธรูปศิลปะคันธารราษฏร์แท้ๆที่อยู่ตามวัดในเมืองไทยผมยังนึกที่ไหนไม่ออกเลยครับ
รู้อยู่ที่เดียวคือ collection ของคุณวิชัย คิงส์เพาเวอร์แค่นั้นครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 17

เหน่งบา

11/04/2015 13:12:00
984



วัดพระพายหลวงที่ว่าครับ ที่จริงวัดนี้ องค์พระปรางค์สวยมาก เสียแต่พังทลายเหลือสภาพดีแค่องค์เดียว
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 18

Ahura

11/04/2015 13:44:17
1,313



พระพุทธรูปปางลีลา ศิลปะสุโขทัย วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองเชลียง
พระองค์นี้ ท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้วางรากฐานศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย
ยกย่องว่ามีความงดงามทางพุทธศิลป์มากที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้เส้นที่อ่ินช้อยงดงามและสามารถถ่ายทอดความเคลื่อนไหวที่งดงามของการเยื้องย่าง ใบหน้าดั่งผลมะปราง หน้าอกดั่งสาวสิบหก ลำแขนดั่งงวงช้างฯลฯ
ซึ่งตามหลักมหาปุริสสลักษณะทุกประการ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 19

เหน่งบา

11/04/2015 13:45:59
984






ด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัด ช่วงเรียนพาณิชย์ เกิดมาก็เพิ่งเคยไปไปรษณีย์กลางในวันหยุดที่ไปเที่ยวกับเพื่อนและเพื่อนแวะไปทำธุระแถวนั้น

เมื่อแรกได้เห็น รู้สึกชื่นชอบมากกับงานศิลปะชิ้นนี้(ที่จริงสองชิ้น เพราะอยู่สองตน คนละมุมตึก) ไม่เคยเห็นครุฑที่ไหนออกแบบและสร้างสรรค์ได้งามสง่าน่าเกรงขามอย่างนั้นมาก่อน ตอนนั้นมีความคิดอยู่แต่ไม่ได้สรุปเป็นรูปธรรม ว่า "หากเทวปักษีมีจริง คงมีลักษณะรูปร่างแบบนี้แหละ" ...เป็นครุฑที่เห็นแล้วประทับไม่รู้ลืมครับ เห็นแล้วก็อยากเห็นอีก

ตอนหลังถึงได้ทราบว่า ครุฑที่ไปรษณีย์กลาง เป็นผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรีครับ มิน่า....
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 20

เหน่งบา

11/04/2015 13:47:05
984





ด้านตรงครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 21

Ahura

11/04/2015 13:59:54
1,313



รูปปูนปั้นนูนต่ำที่ถือกันว่างดงามมากที่สุดในประเทศไทย
เป็นรูปพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ โดยอยู่ที่ผนังมณฑปด้านทิศใต้ วัดตระพังทองหลาง สุโขทัย
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 22

Ahura

11/04/2015 14:14:06
1,313



อ่าว! โดดไปครุฑแล้วเหรอครับคุณเหน่งบา ผมยังวนเวียนอยู่กับพระอยู่เลย555
ครุฑนี้เป็นศิลปะไทยผสมผสานกับ Art Deco ตามสมัย modernism ครับ
ถ้าอยากชมครุฑนี้แบบจับต้องได้ ให้ไปที่ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพฯ ของ คุณเสริมคุณ คุณาวงศ์
แกลงทุนไปถอดพิมพ์มาจากยอดตึกเลยครับ ภายในศูนย์แกยัง collect งานผมด้วย55
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 23

Ahura

11/04/2015 14:24:20
1,313



บรรยากาศส่วนหนึ่งภายในศูนย์ครับ ขวามือคืองานผมที่แกสะสมไว้ครับ
การวางงานจะไล่เรียงประติมากรรมตั้งแต่สุโขทัยจนถึงปัจจุบันเลยครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 24

เหน่งบา

11/04/2015 14:34:36
984
งานอาจารย์ผมก็เห็นรูปอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าใครเก็บยังไง ไม่ได้อยู่วงการนี้ครับ

ความเห็นที่เอามา จะปนๆกันครับอาจารย์ ก็ตามหัวข้อกระทู้เลย ten vegetables ครับ สไตล์ผม 555 จากพลังงานด้านบวก เดี๋ยวอาจมีฝ่ายลบมาแจมด้วยก็ได้ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 25

เหน่งบา

11/04/2015 15:04:35
984





Pazuzu ครับ จ้าวแห่งมาร ตามความเชื่อของอาณาจักรบาบิโลนโบราณ(ประมาณพันแปดร้อยปีก่อนคริสตกาล)

Pazuzu มักจะเป็นร่างที่รวมกันของสัตว์ที่มีความหลากหลายและชิ้นส่วนมนุษย์ ลำตัวของมนุษย์ หัวของ สิงโต หรือ สุนัข , กรงเล็บของ นกอินทรี สองคู่ของปีก แมงป่อง หาง มีอวัยวะเพศชาย จุดที่มือข้างขวายกขึ้นและจุดที่มือซ้ายชี้ลง

Pazuzu มีความเชื่อว่าจะนำมาซึ่งภัยพิบัติ หายนะ ความอดอยากแห้งแล้ง
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 26

crabfather

11/04/2015 15:26:07
1
อ่านกระทู้นี้แล้วรู้สึกเหมือนกับได้อ่านนิตยสารต่วย' ตูน พิเศษ เลยครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 27

เหน่งบา

11/04/2015 17:03:49



ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 28

Ahura

11/04/2015 18:17:59
1,313



หลักฐานชิ้นแรกๆของมนุษยชาติในการสร้างรูปเคารพ
Venus of Willendoff ค้นพบในแม่น้ำประเทศออสเตรียมีอายุราว 30,000ปีก่อนคริสตกาล
เป็นสิ่งยืนยีนว่าทำไมเหล่านักเล่นหูฟังถึงเกรงกลัวผู้บังคับบัญชาในบ้าน
เพราะในอดีตพวกเรามีสตรีเป็นผู้นำครับ!!!
เนื่องด้วยสตรีมีอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น การหลั่งเลือดในทุกรอบเดือน หรือสามารถสร้างชีวิตใหม่ภายในตัวได้ !
เจอแบบนี้พวกผู้ชายก็ต้องยอมล่ะครับ ในยุคนั้นเรายังนับถือศาสนาผีกันอยู่ สตรีจึงเป็นเหมือนตัวแทนพลังอำนาจทางธรรมชาติที่ควบคุมทุกชีวิต
รูปสลักนี้มีขนาดแค่สี่นิ้ว เป็นเครื่องรางใช้พกพาขณะบุรุษออกล่า เพื่อรับประกันความอุดมและความสำเร็จ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 29

ผ่านมาหลายหนและ

11/04/2015 22:08:25
เหน่งตัดแปะ....น่าจะใช้คำนำหน้าที่เหมาะสมหน่อย...อย่าถือว่าตัวเองเก๋า เฮียยังเรียกพี่

ควรใช้

พระพุทธ พระโพธิสัตว์ .....
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 30

เหน่งบา

11/04/2015 22:38:09
984
รับฟังครับ แต่ผมแก้ไขเองไม่ได้ รบกวนทีมงานช่วยแก้ไขตามคำทักท้วงตาที่เห็นควรได้เลยนะครับ และผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเก๋าครับ แนะนำกันตรงๆได้ ไม่ต้องแดกดันครับ ^ ^

ส่วนการมาร่วมให้ข้อมูลของอาจารย์Ahura นับว่าบรรลุความต้องการบ้างแล้ว ดังที่บอกไว้แต่ตั้งกระทู้ว่า ผมขอโยนก้อนหินชักนำหยก...เชื่อว่าหากอาจารย์ไม่ติดธุระทางโลกและทางที่พ้นวิสัยของโลก คงมาร่วมให้ข้อมูลดีๆเช่นที่ผ่านมาอีกครับ ขอบคุณมาก ^ ^ ทั้งนี้รวมถึงผู้รู้ ผู้มีข้อมูลท่านอื่นด้วยนะครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 31

เหน่งบา

11/04/2015 22:58:52
984
เคยบอกว่าตัวเองรู้น้อยเกินไป ก็เป็นดังนั้นจริงๆ มาทราบด้วยความสุดเสียดาย จากความเห็น18 เกี่ยวกับพระปูนปั้นปางลีลา ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง(ศรีสัชนาลัย) ว่ามีความงดงามเพียงใด

ผมเคยมีโอกาสไปกับทัวร์มาครั้งหนึ่งครับ แต่ตอนนั้นมัวแต่ถ่ายรูปเก็บภาพบรรยากาศโดยรวม ไม่ทันได้ถ่ายให้ละเอียด เสียดายจริงๆ มีภาพถ่ายไว้แค่สองภาพเองครับ









ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 32

เหน่งบา

11/04/2015 23:05:22
984
ลองตัดต่อขยายได้แค่นี้เองครับเสียดายจริงๆ ไม่รู้ชาตินี้จะมีโอกาสได้ไปอีกสักครั้งไหม




ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 33

เหน่งบา

11/04/2015 23:10:05
984
ที่จริง โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบดูเจดีย์ กับใบพัทธสีมา อาจจะมากกว่าพระด้วยซ้ำไปครับ

ภาพนี้เป็นภาพเจดีย์ทรงลังกา บนยอดเขาพนมเพลิง เป็นภาพที่ถ่ายแล้วตัวเองชอบที่สุดในtrip นั้น




ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 34

Ahura

11/04/2015 23:46:46
ผมขอร่วมตำหนิคุณเหน่งบาด้วยอีกคนนะครับ!
แต่ไม่ใช่เรื่องภาษาที่ลืมใส่ชฏาอะไรนั่นหรอกนะครับ 555
แต่เป็นปัญหาของภาพถ่ายน่ะครับ
ภาพที่1 ถือเป็นมุมต้องห้ามของพระพุทธรูปสุโขทัยครับ
- การปั้นพระสุโขทัยจะมีโครงสร้างแบบจากเล็กขึ้นไปใหญ่ นั่นหมายความว่าจะมีการเพิ่มขนาดและปริมาตรเมื่อสูงขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นเศียรพระจะมีขนาดใหญ่เกินพอดี เพื่อแก้ปัญหา " โดนอากาศกิน " วัตถุที่อยู่ไกลตาจะมีขนาดเล็กกว่าความเป็นจริงเพราะข้อ จำกัดทางประสาทรับรู้ของมนุษย์ เพราะเจตนาจะให้พระดูสวยที่สุดเมื่ออยู่ในมุมมองของผู้ที่นั่งกราบไหว้เท่านั้นครับ
รูปที่คุณเหน่งบาถ่ายมาในมุมนี้จึงเป็นมุมที่ผู้สร้างไม่อยากให้เห็นเลยครับ เพราะมันจะถ่ายทอดออกมาแล้วดูประหลาดๆมากกว่างดงามครับ
ภาพที่2 นี่แหละครับมุมนี้เลยตรงตามเจตนาทางสุนทรีย์ แต่ก็อีกแหละคนอยากจะตำหนิยังไงก็จะตำหนิ555
- พระพุทธรูปสุโขทัยสวยที่สุดในมุมประจันหน้าครับ (เป็นไอเดียเดียวกับศิลปะอียิปต์)
ดังนั้นในการปั้นส่วนที่ยื่นออกจะต้องมีการเน้น โดยเฉพาะส่วนจมูก เพื่อให้การชมด้านหน้าสมบูรณ์ที่สุดสวยที่สุด จึงต้องเพิ่มให้ยื่นออกเกินปกติ ทำให้การถ่ายใบหน้าด้านข้างจึงกลายเป็นมุมต้องห้ามอีกมุมหนึ่ง เพราะเจตนาเขาไม่ต้องการให้คนมองมุมนั้นครับ
ป.ล. คำว่า "พุทธ" (ภาษาไทยออกเสียง-พุด, บาลีออกเสียง-พุด-ทะ, สันสกฤตออกเสียง-บุด-ดะ )
มีความหมายเดียวกันคือ " ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน " เอ ผมว่าคุณเหน่งบาก็ใช้คำได้ถูกต้องดีมากนะครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 35

เหน่งบา

12/04/2015 13:29:28
984
น้อมรับคำสั่งสอน และขอบคุณสำหรับสิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมครับ ^ ^

ภาพถัดไปขอแก้ตัวหน่อยดีกว่า







พระประธานในโบสถ์วัดบรมวงศ์อิศรารามครับ อยู่นอกเกาะเมือง ไปทางเพนียดคล้องช้าง

มีเอกลักษณ์โดดเด่น คือเป็นพระพุทธรูปในซุ้มมาลา(หมวก) น่าจะองค์เดียวในประเทศไทย

เนื่องจากวัดนี้ เป็นวัดประจำตระกูล มาลากุล (ณ อยุธยา)ครับ วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหารเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นโท วัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหาร เดิมชื่อ วัดทะเลหญ้า เป็นวัดโบราณตั้งอยู่ริมคลองใกล้Œกับเพนียดคลองช้าง พวกกรมพระคชบาลสร้างขึ้นตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2419 สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ามหามาลา เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ได้เสด็จไปทอดพระเนตรการคล้องช้างที่พระนครศรีอยุธยา ทรงเห็นว่าเป็นวัดที่ชำรุดทรุดโทรม จึงทรงบริจาคเงินบูรณปฏิสังขรณ์โบสถ์วิหารของวัดใหม่‹ทั้งหมด แล้วทรงถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อใหม่ว่า "วัดบรมวงศ์อิศรวราราม" พร้อมทั้งเสด็จพระราชดำเนินตัดลูกพัทธสีมา พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมายังวัดบรมวงศ์อิศรวรารามวรวิหารถึง 8 ครั้ง

ใน พ.ศ. 2444 หลังจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราชปรปักษ์สิ้นพระชนมแล้ว 15 ปี ปรากฏว่า ผนังอุโบสถด้านทางทิศตะวันตกเฉียงใต้Œได้ทรุด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานความช่วยเหลือซ่อมแซม ส่วนเสนาสนะอื่น ๆ นั้น พระยาปริยัติวงศาจารย์ได้Œบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา

สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคลสำคัญของวัด คือ ประวัติศาสตร์ของวัดกับรัชกาลที่ 5 มีรูปหล่อเคารพพระองค์ในวิหาร นอกจากนี้ยังมีพระตำหนักของพระองค์เป็นที่เก็บรูปภาพโบราณและพระราชประวัติตั้งแต่‹ประสูติจนถึงสวรรคต
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 36

เหน่งบา

12/04/2015 18:57:01
984



อันนี้ มณฑปวัดตระพังทองหลางที่อาจารย์Ahura กล่าวถึงครับ ผมยังไม่มีโอกาสได้ไปชม

รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ใหญ่โต หนา ขึงขัง ทว่างดงาม เป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสุโขทัย ผสมผสานกับศิลปกันงดงามในการสร้างสรรค์งานศิลป์อันประณีด เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา

สมัยก่อนเครื่องบน(ส่วนของหลังคา)จะเป็นไม้ครับ ปัจจุบันถึงได้ไม่เหลือซากให้ได้เห็น
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 37

เหน่งบา

13/04/2015 08:16:11
984



พระจุฬามณีเจดีย์ เป็นเจดีย์โลหะ มีรูปท้าวจตุโลกบาลยืนเฝ้า ๔ ทิศ

เดิมทีฐานชุกชีวิหารน้อยในวัดอรุณราชวรารามนี้ เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตในสมัยกรุงธนบุรี ก่อนจะถูกอัญเชิญไปยังวัดพระแก้ว

จุฬามณีเจดีย์ที่จำลองขึ้นนี้ หมายถึง พระเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์(ชั้นที่สอง ในฉกามาพจรภูมิทั้งหกชั้น)

ส่วนท้าวจตุโลกบาล เดี๋ยวกินข้าวเสร็จมาขยายความต่อครับ ^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 38

sakol

13/04/2015 14:24:57
2
ในศุภวาระดิถีวันสงกรานต์ ๒๕๕๘ ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธชินราช พระแก้วมรกตพระพุทธโสธร และสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 39

sakol

13/04/2015 14:26:19
2
ในศุภวาระดิถีวันสงกรานต์ ๒๕๕๘ ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธชินราช พระแก้วมรกตพระพุทธโสธร และสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ในเทศกาลวันสงกรานต์ขอพรแด่ผู้ที่มีภาพ นี้ ขอให้ท่านโชคดี มีความสุข พบแต่สิ่งดีดี คนดีดี ตลอดปีใหม่ไทยตลอดไปนะ
13/เมษา/58
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 40

เหน่งบา

14/04/2015 00:07:31
984
ข้อมูลช่วงนี้ มาจากหนังสือ"เปิดตำนานสวรรค์ของชาวพุทธโบราณ" ของเครือสำนักพิมพ์ต่วยตูน "นายขยะ"รวบรวมและเรียบเรียง ซึ่งอ้างอิงเนื้อความจากหนังสือไตรภูมิพระร่วง เอาว่าอ่านเล่นเพลินสำหรับท่านที่ยังไม่เคยอ่านก็ละกันนะครับ เพราะผมทราบว่ามีผู้รู้หลายท่านในเว็บ มีข้อมูลละเอียดมากมายกว่าที่ผมตัดแปะมานี่ชนิดเทียบกันไม่ได้ บางท่านอาจถึงขั้นเคยอ่านไตรภูมิพระร่วงฉบับจริงเสียด้วยซ้ำ

หลายท่าน คงรู้ชื่อสวรรค์ทั้งหกชั้นดี(จาตุมหาราชิกาภูมิ, ดาวดึงษ์ หรือไตรตรึงษ์ หรือตาวติงสาภูมิ, ยามา, ดุสิตา, นิมานรดี และปรนิมมิตวสวัตตี)

ชื่อสวรรค์สองชั้นแรก ชื่อ เป็นการระบุถึงบุคคลที่มีความสำคัญย่ิ่งของสวรรค์ชั้นนั้นครับ จาตุมหาราชิกาภูมิ หมายถึงภูมิหรือแดนแห่งท้าวมหาราชทั้งสี่ ไตรตรึงษ์ อันแปลว่า สามสิบสาม หมายถึงภูมิอันเป็นที่ประทับของเทพสามสิบสามพระองค์ อันเป็นสมาชิกของสุธรรมาเทวสภา(สภาเทวดานั่นแหละครับ)ซึ่งอยู่ในสวนบุณฑริกวัน

ท้าวจาตุมหาราชทั้งสี่ ภาษาจีน ว่า สี่(ไต้)เทียนอ้วง : สี่ ก็ สี่ ^ ^ ไต้ ก็มหา, เทียนอ้วง ก็คือจอมฟ้า ภาษาญี่ปุ่นออกเสียงประมาณ ชิเทนโน หรือนักอ่านการ์ตูนจะรู้จักในคำว่า จัตุรเทพนั่นเอง

มหาราชทั้งสี่ มีวุฒิภาะแห่งความเป็นเทวะเหนือกว่าทวยเทพอื่นๆในสวรรค์ชั้นนี้อยู่๑๐ประการคือ อายุ วรรณะ สุข ยศ อธิืบดี รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทั้งหลายอันเป็นทิพย์ ชาวพุทธโบราณเชื่อกันว่า มนุษย์ที่ประกอบกุศลธรรมนานาประการ อันได้แก่ ความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย(ศรัทธา), การรักษาอุโบสถศีลโดยสม่ำเสมอ (ศีล : คือศีล๘),การสั่งสมการเรียนรู้ธรรม (สุตะ),การให้ทานตามโอกาสเพื่อขัดเกลากิเลส (จาคะ),และการเรียนรู้วิเคราะห์ธรรม (ปัญญา) แต่ไม่ได้ปฏิบัติการทางจิต(สัมมาสมาธิ) เมื่อสถานภาพทางมนุษย์ถึงกาลแตกดับสลายไป ย่อมจะมาอุบัติเป็นเทพ เสวยผลกรรมดังกล่าวในสวรรค์ชั้นนี้ได้

ท้าวจัตุมหาราช มีการเรียกขานกันอีกอย่างหนึ่งว่า ท้าวจัตุโลกบาล หมายถึงเป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองดูแลโลกของมนุษย์ด้วย (โลก + ปาละ)

ท้าวจัตุมหาราชทั้งสี่ได้แก่
๑.ท้าวธตรฐ หรือ ธตรัฏฐ แห่งสวรรค์ฝ่ายตะวันออก
๒.ท้าววิรุฬหก แห่งสวรรค์ฝ่ายใต้
๓.ท้าววิรูปักข์ แห่งสวรรค์ฝ่ายตะวันตก
๔.ท้าวไพศพ หรือท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวัณ แห่งสวรรค์ฝ่ายเหนือ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 41

เหน่งบา

14/04/2015 11:25:19
984





ท้าวธตรฐครับ หารูปศิลปแบบไทยยากเย็นเหลือเกิน ถ้าเป็นแบบจีนนี่หาดูได้หลายที่ ที่วัดเล่งเน้ยยี่ ตรงทางเข้าด้านใน มีรูปปั้นซี่ได้เทียนอ้วงขนาดใหญ่มาก และงดงามมาก(ตามแบบจีน)อยู่ เสียแต่ห้ามถ่ายรูป รูปที่เอามาประกอบนี้ ถ่ายจากวิหารบนยอดเขาเซียน(เดินขึ้นไป๗๐๐ขั้นบันได) หลังวัดพระพุทธบาทติดถ้ำประทุน ซึี่งวิหารที่ว่านี้ เปิดให้ขึ้นไปสักการะเพียงปีละครั้งช่วงตรุษจีน
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 42

เหน่งบา

14/04/2015 17:23:14
984



"เทพยดาผู้เป็นพระญาแก่เทพยดาทั้งหลายฝ่ายตะวันออกเขาสิเนรุราชนั้น ชื่อว่า ท้าวธนรฐ เป็นพระญาแก่เทพยดาทั้งหลายรวดทั่วทั้งกำแพงจักรวาฬฝ่ายตะวันออกแล..."

ตามบันทึกแห่งไตรภูมิพระร่วง ท้าวธนรฐ หรือ ธตรัฏฐ หรือธฤตราษฎร์นั้นเป็นจ้าวแห่งเทพยดาจำพวกหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า คนธรรพ์ เป็นชาวจาตุมหาราชิกาสวรรค์ที่ถนัดในการละเล่นดนตรี ครบทั้งดีด สี ตี เป่า

ท้าวธตรฐเทพเจ้าแห่งคนธรรพ์นี้ มีพระวรกายผ่องเป็นสีเงินยวง หัตถ์ทรงพิณ ทรงมีอาวุโสเป็นอันดับหนึ่งในหมู่จอมเทพจัตุโลกบาล

วงบอยแบนด์เกาหลีที่เคยโด่งดัง ดงบังชินกิ ที่เคยได้ยินแปลชื่อกันว่า เทพเจ้าโลกตะวันออก ก็คือเอาฉายาท้าวธนรฐมหาราชไปใช้นั่นเองครับ น่าจะตรงกับภาษาจีนว่า ตังฮึงเทียนอ้วง : จอมฟ้าบูรพาทิศ หรือโลกบาลแห่งบูรพาทิศ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 43

เหน่งบา

14/04/2015 17:24:30
984
พิมพ์ผิดไปหลายคำ ธตรฐ นะครับ ไม่ใช่ธนรฐ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 44

เหน่งบา

14/04/2015 18:30:51
984



๒.ท้าววิรุฬหก

"เทพยาดาผู้เป็นพระญาฝ่ายทักษิณชื่อท้าววิรุฬหกราช เป็นพระญาแก่ฝูงยักษ์อันชื่อกุมภัณฑ์ และเทพยดาทั้งหลายรวมไปเถิงกำแพงจักรวาฬฝ่ายทักษิณ..."

ท้าววิรุฬหกเป็นเทวราชอันดับที่ ๒ ของท้าวจัตุโลกบาล ผู้ปกครองดูแลจาตุมหาราชิกาสวรรค์ฝ่ายใต้ เป็นเทพเจ้าแห่งยักษ์กุมภัณฑ์และยักษ์ผีเสื้อ

ยักษ์กุมภัณฑ์ตามความหมายของชื่อมาจากกุมภะ แปลว่าหม้อ บวกกับอัณฑะ ซึ่งแปลกว่าไข่ รวมความแล้วก็คือยักษ์ที่มีลูกอัณฑะโตเท่าหม้อ ฉนั้น ยักษ์ตระกูลนี้ ต้องเดินแยกขาและย่อเข่าลงเล็กน้อย น่าจะเป็นต้นตำรับของการเต้นโขนของชาวสยามก็เป็นได้

ในการเอ่ยนาม แม้จะเป็นอันดับสองของท้าวจัตุโลกบาล แต่ก็ไม่ใคร่มีบทบาทหรือรายละเอียดมากนัก ตามตำนานของชาวพุทธโบราณกล่าวว่า เป็นท้าวโลกบาลที่ทรงมีพระวรกายเป็นสีเขียว หัตถ์ถือพระขรรค์(หรือกระบี่)

หมายเหตุ ภาพอาจทำให้สับสนนะครับ เพราะหลายที่สร้างแล้ว ก็ไม่ตรงกันเสียทีเดียว บางที่ท้าววิรุฬหกทรงกระบี่บ้าง เจดีย์หรือมณฑป บางที่ท้าวกุเวรทรงร่มบ้าง เจดีย์บ้าง ที่ไม่ค่อยสับสนคือ ท้าวธตรฐที่ทรงพิณ(หรือปีแป้) ส่วนที่คิดว่าใช่แน่ คือ ท้าววิรูปักษ์น่าจะถืองู(หรือนาค)เพราะท่านเป็นใหญ่เหนือครุฑและนาค
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 45

เหน่งบา

14/04/2015 18:49:08
984



๓.ท้าววิรูปักษ์

"เทพยดาผู้เป็นพระญาแก่เทพยดาแลฝูงครุฑราช แลฝูงนาคราชเถิงกำแพงจักรวาฬเบื้องตะวันตกแลฯ.."

ท้าววิรูปักษ์โลกบาลผู้เป็นใหญ่เหนือครุฑ นาค และเทพยดาผู้สถิตเบื้องทิศตะวันตกของจาตุมหาราชิกาสวรรค์นี้ ในตำนานพุทธตันตระกล่าวไว้ว่า ทรงมีพระวรกายเป็นสีแดง หัตถ์ข้างขวาถือมณฑป(หรือเจดีย์) หัตถ์ข้างซ้ายถือแก้วมณี บางครั้งก็เป็นนาคราช
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 46

เหน่งบา

15/04/2015 17:53:12
984



๔.ท้าวไพศพ

"แลเทพยดาผู้เป็นพระญาฝ่ายอุดรชื่อท้าวไพศพมหาราช เป็นพระญาแก่หมู่ยักษ์ทั้งหลายและเทพยดาฝ่ายอุดรทิศเขาพระสิเนรุราช รวดไปเถิงกำแพงจักรวาฬฝ่ายอุดรทิศนั้นแลฯ.."

ท้าวไพศพ เทวราชราชอันดับสุดท้ายของจอมเทพจัตุโลกบาลมีชื่อเรียกอีกสองชื่อ คือ ท้าวกุเวร กับท้าวเวสสุวัณ เป็นจ้าวแห่งยักษ์ ภูต ผี ปิศาจ และความมั่งคั่งไพบูลย์ทั้งหลาย ในอดีตชาติเป็นผู้มั่งคั่ง ที่ได้บริจาคทรัพย์สินส่วนตัวสร้างสาธารณสถานและให้ทานแก่มหาชน สร้างทานและกุศลตลอดชีวิต จึงได้มาอุบัติเป็นจอมเทพชื่อท้าวเวสสุวัณ ตามตำนานของชาวพุทธโบราณ พระองค์เป็นอริยบุคคลขั้นโสดาบันด้วย

ตามตำนานของชาวพุทธตันตระฝ่ายธิเบต ท้าวเวสสุวัณมีพระวรกายเป็นสีเหลืองทอง หัตถ์ขวาถือธง หัตถ์ซ้ายถือพังพอน แต่พุทธตันตระฝ่ายสยามกำหนดให้ถือคฑาหรือกระบอง และที่ตรงกันคือความเชื่อที่ว่า รูปของท้าวโลกบาลพระองค์นี้เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งไพบูลย์ เป็นรูปมงคลที่นำความดีงามมาสู่บ้านเรือน ทั้งยังป้องกันเสนียดจัญไรตลอดจนภัยพิบัติต่างๆนานา รวมถึงป้องกันภูตผีได้ด้วย เพราะท่านเป็นจ้าวเหนือภูตผียักษ์ปิศาจ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 47

เหน่งบา

15/04/2015 18:15:59
984



อีกฉายาหนึ่งที่มีการขนานนามท่านคือ ชัมภาลา โดยเทวรูปชัมภาลานี้ มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากเทพเจ้า องค์อื่นอย่างเห็นได้ชัด คือมีลักษณะอวบอ้วน, พุงพลุ้ย, ใบหน้าใหญ่, ล่ำ, มีความจริงจัง แต่แฝงไปด้วยความเมตตากรุณา ท่อนบนของท่านเปลือยเปล่า ประดับไปด้วยสร้อยสังวาล, เพชรนิลจินดา, กำไล ทั้งองค์เต็มไปด้วยอัญมณีล้ำค่า แสดงถึงความมั่งมีเงินทองทรัพย์สมบัติอย่างเหลือคณานับ

ในคาถาบูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภของพุทธตันตระฝ่ายมหายาน มีดังนี้ “ โอม ชัมภาลา จาเลน ไนเยน สวาหะ ”

“ ชัมภาลา ” ก็คือชัมภล นั่นเอง และในภาษาอังกฤษที่เรียกรูปเคารพ ของท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ ก็เขียนทับศัพท์ว่า “JAMBHALA” ตามรูปสมมุติที่สร้างขึ้น เท่าที่ปรากฏตามที่ผู้เขียนได้ค้นคว้าจากตำราทั้งภาษาไทย, จีน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส ปรากฏตรงกันว่า ท่านถือพังพอนอยู่ในมือด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งถือลูกแก้วหรือฉัตรก็มี หน้าตาบางปาง ท่านจะดุดันเข้มขลัง เพราะท่านคือเจ้าแห่งยักษ์ บางปางก็ใส่รองเท้า บางปางก็ไม่ใส่รองเท้า

ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้รู้ และเมืองจีนยุคหลังๆ เรียกท่านว่า “ ไฉ่ซิ้งเอี้ย ” ตามสำเนียงและภาษาที่เป็นไปของแต่ละพื้นที่ พร้อมกับมีนิทานเรื่องขุนนางจีนมาประกอบ แต่ยังปรากฏรากศัพท์ของเสียง


“ ฉ ” หรือ “ ช ” ที่ภาษาจีนทางใต้ออกเสียง “ ใช้ ” หมายถึงความร่ำรวย ซึ่งใกล้เคียงของเดิมคือ “ ชัมภล ” “ ชัมภาลา ”



ในการสวดมนต์ขอพรเทพเจ้าแห่งโชคลาภ นั้น ทางฝ่ายตันตระมหายาน ก็จะใช้คาถาตามที่กล่าวไป เพื่อขอพรให้ท่านประทานโชคลาภและความร่ำรวย ทั้งยังมีอานุภาพในการคุ้มครองปกป้องทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วให้ปลอดภัย รวมถึงจากบรรดาภูติผีปีศาจ อำนาจชั่วร้ายทั้งปวง ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้ เพราะท่านคือมหาราชผู้เป็นจตุโลกบาล เจ้าแห่งยักษ์


เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ( ไฉ่ซิ้งเอี้ย ) สามารถจัดแบ่งปางต่างๆตามหลักมหายานได้ดังนี้

๑.ปางมหาเศรษฐี ชัมภล ซึ่งเป็นปางที่ใหญ่สุดและมีความเก่าแก่ที่สุดกว่า 2,000 ปี

๒.ปางบู๊ ทรงเครื่องนักรบโบราณ มีเสือประทับอยู่ด้วย คติมาจากความที่เป็นยักษ์นั่นเอง ภายหลังจึงแปลงให้เป็นปางบู๊

๓.ปางบุ๋น เป็นรูปขุนนางจีน ดังที่เห็นกันทั่วไป ซึ่งปางนี้กำเนิดภายหลังไม่กี่ร้อยปี คล้ายคลึงกับเทพเจ้าองค์อื่นๆของจีน เช่น ตี่จูเอี้ย, แป๊ะกง ฯลฯ อาจจะมีคฑายู่อี่ และถือก้อนเงินจีนโบราณ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 48

เหน่งบา

16/04/2015 08:29:19
984



เมื่อหาข้อมูลคำว่า"ท้าวเวสสุวัณ" (หรือมีอีกนาม..ไวศรวัณ)ส่ิงที่จะพบคือ ภาพยักษ์ถือกระบอง

ในความจำของคน(ไทย) ยักษ์ที่ไหนก็ใช้กระบอง แต่พอเป็นภาพยักษ์ถือกระบอง ทำไมส่วนใหญ่เจาะจงถึงท้าวเวสสุวัณ?

ตำนานของชาวพุทธตันตระเล่าว่า ท่านทรงมีเทพอาวุธวิเศษ เป็น ๑ ใน ๔ เทพศัตราวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุด ตำนานนี้บันทึกสืบทอดหลักฐานอยู่ในแผ่นยันต์โสฬสมงคลที่ใช้ประกอบเสาเอกในพิธีการตั้งบ้านตั้งเรือนของชาวสยามเอง ความว่า เวสสุวัณสัสคทาวุธ หมายถึงคทาหรือกระบองของท้าวเวสสุวัณ หากขว้างจู่โจมใส่หมู่ยักษ์เหล่ากุมภัณฑ์หรือมนุษย์แล้วไซร้จะเกิดการตายดาษดื่นนับจำนวนสิบล้านร้อยล้านชีวิตโดยทันที

อาวุธวิเศษทั้งสี่อย่าง ได้แก่
๑.จักรวชิระของพระอินทร์
๒.ดวงตาของท้าวยมราช
่๓.คทาของท้าวเวสสุวัณ
๔.ผ้าโพกหัวของอาฬวกยักษ์ (อานุภาพคือ สามารถระเบิดน้ำในมหาสมุทรให้ระเหยหายไปในชั่วพริบตาทั้งมหาสมุทร
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 49

Ahura

16/04/2015 10:27:56
ขอวนกลับไปที่วัดและพระพุทธรูป โดยเฉพาะศิลปะสุโขทัยที่คุณเหน่งบานำเสนอในช่วงแรกๆ
ซึ่งส่วนใหญ่ใช้คติความเชื่อทางพุทธศาสนาในยุคโบราณซึ่งค่อนข้างสูญหายไปหมดแล้วในปัจจุบัน
ซึ่งผมอยากจะโปรยเอาไว้เท่าที่นึกออก หากใครสนใจรายละเอียดก็ลองสืบค้นกันต่อนะครับ
- วัดในยุคแรกๆส่วนใหญ่จะไม่มีอุโบสถ เพราะคนโบราณจะบวชพระกันในน้ำครับ และเมื่อบวชแล้วก็จะไม่สึกตลอดชีวิต
- จะใช้คูน้ำแสดงเขตพุทธาวาส โดยใช้ชายฉกรรจ์ ยืนหันหลังชิดผนังวิหารแล้วขว้างก้อนดินออกไปรอบทิศ ถือเป็นสุดเขตของสงฆ์
จากนั้นจะขุดคูน้ำโดยมีขนาดสตรีวักน้ำไม่ถึง มีหน้าที่เหมือนสีมาน้ำและใช้เป็นที่บวชกลางน้ำ ซึ่งเป็นคติลังกาวงศ์
- วัดที่ตั้งในเขตอรัญญิก (วัดป่า) จะต้องตั้งห่างตัวเมือง 500 คันธนู เพื่อให้พระที่บิณฑบาตรตอนเช้าเดินกลับมาฉันเพลที่วัดพอดี
- คนโบราณจะนอนโดยเอาศีรษะหันทางทิศใต้ ปลายเท้าหันทางทิศเหนือ ทิศใต้=ชีวิต ทิศเหนือ=ความตาย
ดังนั้นตำแหน่งที่ตั้งของที่พักสงฆ์จึงต้องอยู่ทางทิศใต้ของวัด
- พระพุทธรูปปูนปั้นจะต้องมีการระบายสีทั้งหมด ไม่มีการปล่อยให้เห็นเนื้อวัสดุ (ไอเดียเดียวกับเมโสโปเตเมีย อียิปต์และอินเดีย ) หลงเหลือร่องรอยการระบายจีวรด้วยสีแดงชาด ดังนั้นจีวรพระสงฆ์ยุคโบราณจึงน่าจะเป็นสีแดง
- หากเป็นพระพุทธรูปที่แสดงตัวแทนพระพุทธเจ้าจะประทับบนอาสนะดอกบัว แต่ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์จะประทับบนอาสนะดอกโบตั๋น หรือหากเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าจะต้องมีสัญลักษณ์เป็นสัตว์สี่ชนิดเข้ามาเกี่ยวข้อง
1. ช้าง - ก่อนประสูติพระมารดาฝันเห็นช้างเผือก
2. สิงห์ - พระองค์เกิดในวงศ์ศากยะสิงห์
3. วัว - พระองค์เกิดในราศีพฤษภก
4. ม้า - เกี่ยวข้องกับการออกผนวช
แต่เจดีย์ช้างรอบ หรือ วัดช้างล้อม เป็นคติใช้ช้างแทนพระไวยโรจนะซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนเมฆฝน ช่วยให้เกิดความอุดม ฝนตกต้องตามฤดูกาล
ให้กำลังใจ 1
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 50

Ahura

16/04/2015 11:37:35
1,313
มีเรื่องเล่าที่อยากอวด(ผี)หนึ่งเรื่อง
ในราวปี 2537 ผมไปเรียนวิชาประวัติศาสตร์ของ ม.ศิลปากร โดยนอนที่บ้านพักภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
หัวค่ำก็มีการดื่มกินกันเต็มที่ จนราวเที่ยงคืนเพื่อนชาวออสเตรเลีย และชาวฟิจิ รวมผมเป็น 3 คนก็ชวนกันออกไปเดินเล่นในอุทยาน
คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวงสว่างทั่วโบราณสถานโดยไม่ต้องใช้ไฟฉายแต่อย่างใดและอากาศเย็นสบาย จุดแรกที่เดินชมก็คือวัดเจดีย์เจ็ดแถว
ต่อมาผมมีไอเดียพาเพื่อนต่างชาติไปชมปูนปั้นลายเครือเถาว์ที่วัดนางพญา เพราะได้ยินมาว่าในตอนกลางคืนผนังจะทอประกายแวววาวสวยงามมาก เพราะมีแร่ธาตุพวกซิลิก้าและเปลือกหอยผสมอยู่ในปูน
ระหว่างเดินไปวัดนางพญาจะต้องผ่านวัดสวนแก้ว ซึ่งไม่มีอะไรน่าสนใจจึงตั้งใจผ่านด้านนอกกำแพงวัดด้านปีกขวา เมื่อมาถึงช่วงกลางวัดพวกผมได้ยินเสียงดังฟู่ๆที่กำแพงด้านหน้า ผมและเพื่อนต่างหยุดชะงักตอนแรกคิดว่าจะเป็นงูเห่าส่งเสียงขู่แต่เมื่อเพ่งมองไปยังกำแพง
ปรากฏว่าเป็นทรายจำนวนมากถูกพ่นออกมาจากกำแพง เป็นจังหวะเหมือนลมหายใจออกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
เท่านั้นผมก็เข้าใจถึงคำว่า "วิ่งป่าราบ" ขนหัวลุกซู่ วิ่งทีเดียวถึงที่พักและเข้านอนทันทีโดยไม่พูดคุยอะไรกัน แต่พื่อนออสเตรเลียนั่งจดไดอารี่ว่าถูกผีหลอก!
เรื่องที่เล่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายได้ แต่ผมพิสูจน์ได้อย่างเดียวว่า คนไทยวิ่งเร็วกว่าคนออสเตรเลียและฟิจิ 5555
( โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน และเรื่องนี้ริวจะไม่ขอยุ่งเพราะไม่มีใครเคยทำแท้ง 555 )
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 51

เหน่งบา

16/04/2015 12:44:55
984





ศรีสัชฯเคยไปมาครั้งเดียวครับ หลายปีก่อน ด้วยความประทับใจ โดยเฉพาะลายปูนปั้นวัดนางพญานี่ชอบเป็นพิเศษ เป็นไฮไลท์ในความรู้สึกเลยครับ เสียดายไปทัวร์คราวนั้นไปไม่ถึงวัดตะพานหิน ไม่ได้ไปดูพระอัฎฐารสที่เชิงเขา

พ่นทราย... @_@ ที่จริงน่าจะมีตอนพิสูจน์ตอนเช้านิดนึงนะครับ ว่าแล้วเมื่อกลางคืนผ่านไป ตอนเช้า มันมีทรายอยู่จริงหรือเปล่า

ผมเชื่อว่าอาจารย์เห็นครับ

แต่มันมีอยู่สองแง่มุม คือ ๑.มีการพ่นทรายจริงๆ(จะโดยอะไรก็แล้วแต่ และพ่นแล้ว มีทรายเหลืออยู่ตอนเช้า หรือทรายกลับไปที่เดิมโดยอะไรก็ตาม)

๒.มีการทำให้คนไทย ออสเตรเลีย และฟิจิ "เห็น" และ "ได้ยิน"ว่า มีการพ่นทราย แต่ที่จริงไม่มี...ที่เห็นนั้นจริง แต่สิ่งที่เห็น มันจริงหรือไม่...

ขอบคุณที่มาเล่าให้ฟังครับ ^ ^

>
>
>

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับทิศหัวนอน ผมเคยมีกระทู้ตัดแปะไว้เมื่อเมษา สองปีที่แล้วพอดี ขอตัดแปะกระทู้ตัวเองมาเสริมที่อาจารย์AHURAว่าไว้อีกแง่มุมนึงครับ http://forum.munkonggadget.com/detail.php?id=107708


คนจำนวนมาก เลือกทิศเวลาจะนอน หรือวางเตียงนอนในทิศอันเชื่อว่าเป็นมงคล มีวิธีคิดต่างๆกันไป

บางคน หันไปทางตะวันออก บางคนเลือกทิศเหนือ คงมีทิศตะวันตกทางเดียวที่ไม่มีคนเลือก

ถ้าจะคิดตามคติการสร้างพระพุทธรูปแล้ว ทิศหัวนอนจะเป็นทิศใต้ครับ

เหตุผลคือ เวลาสร้างพระพุทธรูปปางสีหไสยาสน์ จะสร้างนอนตะแคงขวา พระกรขวาพับ ยกพระหัตถ์ขวารองรับพระเศียรและการจัดวาง จะจัดให้หันพระพักตร์ไปทางตะวันออก....

นอนตะแคงขวา หันหน้าไปทางตะวันออก เพราะฉะนั้้น เศียรก็จะหันไปทางทิศใต้

ทิศหัวนอน หากนับตามคตินี้ จึงเป็นทิศใต้ด้วยประการฉะนี้


มีข้อมูลอีกนิดครับ พระอัครสาวกเบื้องขวา พระสารีบุตรเถระ เวลานอน จะกำหนดทิศทางต่างกันไปในแต่ละวัน มีพระภิกษุจำนวนมากไม่ทราบเหตุผลก็ไปฟ้องพระพุทธองค์ว่า ทำไมพระอัครสาวกสารีบุตร ยังทำพิธีไหว้ทิศเหมือนพวกพราหมณ์

พระพุทธเจ้าทรงบอกให้ทราบว่า "ท่านสารีบุตรมิได้ไหว้ทิศ แต่เธอไหว้อาจารย์ของเธอ"

คำเฉลยของเรื่องนี้คือ เวลาท่านสารีบุตรจะนอน ท่านกำหนดว่าอาจารย์ของท่าน คือพระอัสสชิอยู่ทางทิศใดแล้วท่านก็นอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น ทิศหัวนอนของท่านจึงไม่ตายตัว จนทำให้พระเล็กพระน้อยเข้าใจผิด นึกว่าท่านยังไหว้ทิศอยู่
ท่านสารีบุตรถือว่าที่ท่านได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา และได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา เพราะท่านพระอัสสชิ ท่านจึงเคารพพระอัสสชิเป็นปฐมอาจารย์ของท่าน

(ข้อมูลส่วนนี้ มาจากหนังสือ สิบล่อหั่น(สิบอรหันต์) โดยศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต)
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 52

Ahura

16/04/2015 13:50:23
1,313
การหันหน้าพระพุทธรูปเป็นไปตามที่คุณเหน่งบาบอกเลยครับ คือทิศตะวันออกซึ่งถือกันว่าเป็นทิศที่พระองค์หันตอนตรัสรู้
ส่วนการนอนตะแคงซ้าย (เท้าขวาทับเท้าซ้าย) เรียกว่า ท่ากามไสยาสน์ เหตุเพราะคติสามีต้องนอนฝั่งขวาของภรรยา ( การนอนหันหลังให้เมียคือบรรลุธรรมแล้วครับ 555 )
@เหน่งบา เช้าของอีกวันพวกเรากลับไปที่เกิดเหตุครับ ตลอดทางไม่มีร่องรอยของกองทราย (ในคืนนั้นผมพยายามนอนคิดว่าอาจมีสัตว์ใหญ่ที่พยายามขุดผนังกำแพง ) แต่ก็อีก ทรายมันพ่นออกมาปริมาณมากเหมือนสายน้ำและเป็นจังหวะเหมือนการหายใจ ฝรั่งออสเตรเลียพยายามโกยเอาทรายตามทางเดินมาโรยตรงกำแพงเพื่อเทียบเสียงกับเมื่อคืนว่าใช่หรือไม่ ก็คงเป็นประสบการณ์ประทับใจใน unseen Thailand ไปอีกนาน 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 53

เหน่งบา

16/04/2015 17:54:06
984
กามไสยาสน์!!!! โอแม่เจ้า.... นับเป็นการเพิ่มพูนสติปัญญาให้ผู้ไม่รู้โดยแท้ (มีชื่อนี้ด้วยหรือเนี้ยะ!!! @_@)

อ่านความเห็น 49 แล้วเป็นข้อมูลที่ไม่เคยรู้ครับ เดี๋ยวเอาเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธรูปมาลงต่อ..เป็นเรื่องค่อนข้างพื้นๆ พอดีมีภาพที่ชอบอยู่ภาพนึง

แต่ตอนนี้เอารูปวัดตะพานหินทีว่า ไปชมก่อนครับ ถ้าได้ไปเยี่ยมชมสถานที่จริงแค่ทำเลก็คงประทับใจมากแล้วครับ





ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 54

เหน่งบา

16/04/2015 18:49:54
984
เอ่อ...พลาดซะแล้วครับ ผิดจังหวัดเลย

ที่ถูก คือ วัดสะพานหินครับ T_T (วัดตะพานหินนั่นอยู่จังหวัดพิจิตร..ผมสับสนมากเลย)

วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินลูกเตี้ยสูงประมาณ 200 เมตร มีทางเดินปูด้วยหินชนวนแผ่นบางๆ จนถึงบริเวณลานวัด มีวิหารก่อด้วยอิฐ มีเสาก่อด้วยศิลาแลง 4 แถว 5 ห้อง ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระปางประทานอภัยสูง 12.50 เมตร เรียกว่า "พระอัฏฐารส"





เส้นทางเดินขึ้นไปที่วิหาร




ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 55

Ahura

16/04/2015 18:58:30
1,313
เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมพระสุโขทัยถึงมีลักษณะใหญ่คับวิหาร?
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 56

เหน่งบา

16/04/2015 19:01:12
984
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับความคิดด้านลบครับ = ="

ถ้าเจอวิหารหลวงของวัด ถ้ามีพระประธาน หรือต่อให้ปรักหักพังไปแล้ว จะมีคนที่คำนวณความสูงของพระประธานครับ แล้วก็จินตนาการตำแหน่งที่สายพระเนตรจะจัับลงที่พื้น

นอกจากจุดอื่นๆของวิหาร จุดนั้น อาจจะมีกรุอยู่ครับ ซึ่งพวกขุดกรุส่วนมากจะรู้ข้อมูลตรงนี้อยู่แล้ว และปัจจุบัน ไม่มีกรุเหลือให้ขุดกันอีกต่อไปแล้วครับ T^T พวกขุดกันเตียนหมดแล้ว

และปัจจุบัน ได้ยินมีวิวัฒนาการขนาดว่า ขุดกันแบบถูกกฏหมายครับ คือคนของพวกขุดของเก่า ไปแฝงตัวอยู่กับหน่วยงานรัฐ โดยเส้นสายของนักการเมือง เวลามีข้อมูลเจอจุดที่ขุดค้นสำรวจ การขุดนี่ก็โดนกั้นพื้นที่โดยหน่วยงานรัฐ โดยที่การขุด ก็ไม่รู้ว่า ขุดเจออะไรเท่าไหร่...ของเข้าหลวงแค่ไหน...

หวังว่าไอ้ที่ได้ยินมา มันจะไม่จริง มันจะเป็นเรื่องโกหกนะครับ....
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 57

Ahura

16/04/2015 20:40:31
1,313
ผมเคยมีประสบการณ์เลวร้ายจากการเล่นพระกรุครับ ซึ่งมาทราบเอาภายหลังว่ามีการสาปแช่งเอาไว้ ชีวิตช่วงนั้นวิปโยคเลยครับและเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปัจจุบันนี้ผมเลิกห้อยพระเครื่องกับคอแล้วครับ ( ห้อยไว้ที่ใจแทน ^ ^ )
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 58

เหน่งบา

16/04/2015 21:03:36
984
ขออภัยครับ ตอนโพสท์56 ไม่ได้รีเฟรชก่อน เลยสวนกับ55ของอาจารย์

ขอความรู้ด้วยครับ โปรดอรรถาธิบาย ให้วิสัชนาต่อปุจฉาใน คห.55ด้วยคร้าบ ^ ^

เรื่องพระเครื่องนี่ ยิ่งรู้น้อยเข้าไปอีกครับ แล้วไม่ได้สนใจจะเล่น เพราะประเด็นสำคัญไม่มีตังค์ 555 แต่ก็ชอบดูนะครับ ผมมองในแง่พุทธศิลป์น่ะครับ ไม่สนเรื่องแท้ ไม่แท้ มีให้ดูก็ดู มองแล้วรู้สึกว่า สวย ไม่ได้คิดไปไกลกว่านั้นครับ คิดตื้นๆแค่นั้นเอง
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 59

Ahura

16/04/2015 22:22:17



ศิลปะสุโขทัยมีลักษณะยำใหญ่ คือดึงเอารูปแบบที่ดี ที่น่าสนใจของอาณาจักรใกล้เคียงมารวมไว้ที่ตน ไม่ว่าจะเป็นทวาราวดี ล้านนา รวมไปถึงศิลปะที่ห่างไกลอย่างอินเดีย ลังกา จีน แม้กระทั่งเปอร์เซีย รูปแบบทางศิลปะที่ส่งอิทธิพลให้มากที่สุดคือพุกามครับ
ดังนั้นคตินิยมแบบพุกามจึงปรากฏเด่นชัดมากในทุกๆรูปแบบทางศิลปะสุโขทัย
น่าจะในราวพุทธศตวรรษที่ 16 พระเจ้าอนุรุทธแห่งพุกาม ได้ยกทัพไปตีมอญเพื่อเอาพระไตรปิฎก และได้จับตัวพระเจ้ามนูฮา กษัตริย์มอญเป็นเชลยไว้ที่พุกาม มนูฮาจึงสร้างวัดขึ้นในพุกามที่ภายในบรรจุพระพุทธรูปที่ใหญ่คับวิหาร เพื่อสะท้อนความอึดอัดที่อยู่ใต้อำนาจพม่า เสมือนการติดคุกและไม่มีความสุข ซึ่งนับเป็นคติที่ต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างกับประชาชน
แต่สุโขทัยรับเอามาเพียงรูปแบบไม่ได้เอาไอเดียความคิดมาด้วย ในภาพเป็นวัดศรีชุมที่กล่าวขานกันว่าพระพุทธรูปพูดได้ คือจะมีช่องทางลับในกำแพงให้คนขึ้นไปซ่อนหลังเศียรได้ ปี 37 ผมเคยมุดขึ้นไปแล้ว แต่ปัจจุบันไม่อนุญาติให้ขึ้นไปแล้วครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 60

Ahura

16/04/2015 22:47:58
1,313



ภายในของวิหารวัดมนูหะ หรือ มนฺูฮา ในพุกามครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 61

เหน่งบา

16/04/2015 23:44:36
984
โห...อึดอัดยิ่งกว่าอึกครับ คับใจจริงๆด้วย = =*

แล้วถ้าดูไม่ผิด พระนั่งกอดอกเลยนะครับนั่น ไม่ใช่แค่พระหัตถ์วางซ้อนกัน

พุทธศตวรรษที่ ๑๖ เหรอครับ แต่ช่องอาร์คที่ผนังนั่น เหมือนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเลยนะครับ (ห่างกันหลายร้อยปีอยู่)

อาจารย์โชคดีจังครับ เคยเข้าไปในอุโมงค์วัดศรีชุมด้วย มันปิดมานานแล้วนี่ครับ รู้สึกเมื่อปี ๕๒ จะมีเปิดครั้งนึง ทีมงานของสารคดีเข้าไปถ่ายภาพหินสลักที่เหลืออยู่

ผมเคยแต่ไปเที่ยวของจำลอง ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติรามคำแหง เขาทำอุโมงค์เลียนแบบที่วัดศรีชุมไ้ว้ด้วย แค่นั้นยังรู้สึกเข้าท่ามากเลยครับ 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 62

Ahura

17/04/2015 12:57:35
1,313



ตอนที่ 1 : การเสาะหา
ในภาพคือพระยอดขุนพลครับ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมต้องเลิกเล่นพระเครื่อง
เป็นพระที่สร้างขึ้นในปี 2497 ที่พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เป็นพระเครื่องที่มีขนาดใหญ่ ตรงกลางเป็นรูปพระพุทธเจ้านั่งห้อยพระบาท ขนาบข้างด้วยเทวดาถือฉัตรซึ่งก็คือ องค์จตุคาม และองค์รามเทพ ด้านหลังองค์พระประทับด้วยใบโพธิ์จากพุทธคยา 1ใบต่อ 1 องค์ เนื้อมวลสารส่วนใหญ่จะเป็นดินกากยายักษ์สีดำสนิทรูปทรงคล้ายหนังใหญ่
สืบเนื่องจากที่ผมศรัทธาในตัวขุนพันธรักษ์ราชเดช และสังเกตุว่าท่านห้อยพระอะไรองค์ใหญ่ๆแขวนเดี่ยวตลอดเวลา ต่อมาจึงรู้ว่านั่นคือพระยอดขุนพล และพบว่าบุคคลสำคัญของสำนักเขาอ้อ ล้วนแขวนพระยอดขุนพลกันหมดทุกคน ทำให้ผมยิ่งสนใจและเริ่มอยากเสาะหาไว้ครอบครอง ประกอบกับความห้าวเป้งที่อยากลองเล่นพระสายเหนียวหรือสายนักเลงบ้าง
วันหนึ่งผมได้รับคำแนะนำจากคนในวงการพระเครื่องให้ไปหาเซียนพระที่ตลาดพญาไม้ ชื่อว่า เจ็กป่า ด้วยว่าเป็นนักสะสมพระสายเขาอ้อระดับต้นๆ ผมรี่เข้าไปถามหาเช่าพระยอดขุนพลทันที คำตอบแรกที่ได้ยินคือ " คุณทำอาชีพอะไรถึงต้องการพระยอดขุนพล! " ผมก็งงๆว่าทำไมต้องถามด้วย ซึ่งก็ไม่ได้คำตอบแถมแกยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า " อย่าไปยุ่งเลย! พระใช้ยาก! ดูแลยาก! " ผมก็ยิ่งงงเข้าไปกันใหญ่ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจสิ่งที่แกพูด สุดท้ายแกก็บอกว่าแกไม่มี และไม่ต้องไปหาที่ไหนอีก สรุปวันนั้นก็ผิดหวังและแถมด้วยความงุนงงมากขึ้นไปอีก
หลังจากนั้นผมก็ควานหาแหล่งที่น่าจะมี จนกระทั่งรู้ว่ามีเซียนสายเขาอ้ออีกคนอยู่แถวพระนครใต้ชื่อว่า หมวดสองดาว ผมก็ดิ่งไปหาทันที เหมือนหนังฉายซ้ำครับ กับคำตอบ " จะเอาไปทำอะไร? " ที่หนักเข้าไปอีก " อย่าไปหาเลย ที่วางๆขายกันอยู่ทุกวันนี้เป็นพระที่เสื่อมพลังแล้วทั้งนั้น!!! " อ่าว! ไปกันใหญ่ มีงี๊ด้วย?! ตอนนี้ประสาทผมเริ่มอลหม่านกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระเครื่องที่ผ่านมาทั้งหมด ด้วยความที่มีเงินก็เช่าได้แต่ตอนนี้มีเงินกลับหาเช่าไม่ได้ ( รู้ว่าราคาในขณะนั้นถ้าองค์สวยๆจะอยู่ในราว 5- 6 หมื่นบาท ) แต่สุดท้ายผมก็ได้ความรู้เพิ่มเติมมาอีกนิดจากหมวดว่า พระจะเสื่อมทันทีที่ถูกผู้หญิงสัมผัส! หรือแม้แต่การใช้ว่ากันตั้งแต่การจับพระ การวางพระ การสวมพระที่ไม่ถูกต้อง! แล้ววิธีที่ถูกต้องคืออะไร? ต้องทำอย่างไร? ความคิดขัดแย้งในตอนนี้คือ อำนาจพุทธคุณมีเสื่อมได้ด้วยหรือ? นี่มันเข้าข่ายเครื่องรางของขลังแล้วนี่? ทำไมสุดยอดของพระสายคงกระพันชาตรีถึงเป็นเช่นนี้?
อืม...แล้วทีนี้อย่าว่าแต่หาพระให้เจอ ยังต้องหาพระที่ยังไม่เสื่อมพลังอีก งานงอกขึ้นไปอีกเท่าตัวแล้วทีนี้.........
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 63

Ahura

18/04/2015 07:52:41
1,313



ตอนที่ 2 : การครอบครอง
ออกจาก หมวดสองดาว แล้วรู้สึกใจชื้นขึ้นนิด( หรือเปล่าไม่แน่ใจ?) แกบอกว่า ถ้ามีบุญบารมีพอที่จะได้มาแล้วล่ะก็ ให้กลับมาหาแก แกจะจับพลังให้ ( โหย! นามธรรมสุดๆ ช่วยได้้เยอะ )
หลังจากนั้น ข่าวจากวงในแจ้งมาว่า ในตลาดพญาไม้ให้คอยดักคนหาของสายเขาอ้อคนหนึ่ง ชื่อบาส คอยเดินหาของ-ส่งของตามออร์เดอร์ของเซียนพระในตลาด ทุกๆวันพฤหัสฯ ผมเลยยืนปักหลักรอ จนในที่สุดก็ได้เจอตัว พูดคุยกันพอสังเขปบาสก็ออกปากชวนให้ผมไปหาเขาที่พันทิพย์งามวงศ์วาน ไปถึงก็ตกตะลึงในของที่เขามี ของสายเขาอ้อที่ว่าหายากๆ ปีลึกๆ บาสมีหมด ตั้งแต่พระมหาว่านดำ-ขาว, พระเสด็จกลับ, พระเทพนิมิตร ฯลฯ ( ผมเคยลองคำนวณแบบหยาบๆว่าหมดเงินไปกับบาสราวๆสี่แสนบาท) จนผมน่าจะเป็นคนที่สะสมพระเเละวัตถุมงคลสายเขาอ้อได้ครบมากที่สุดในประเทศ แต่ถึงอย่างไรพระยอดขุนพลก็ยังไม่มีวี่แววใดๆปรากฏเลยเลย ถามบาสทีไรก็ได้แต่บอก "พี่! ใจเย็นๆๆ" นอกจากนั้นบาสก็เริ่มแนะนำศิษย์เขาอ้อให้ผมรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆทำให้รู้ลึก รู้จริงมากขึ้นเรื่อยๆในระดับขว้างพระผ่านหน้าก็บอกได้ว่าแท้หรือไม่แท้ ! ( เเต่ผมเชื่อว่าเขากำลังทดสอบว่าผมเอาจริงแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่เขาคิดว่าผมมีคุณสมบัติถึงพร้อมคือการท่องคาถาพระธรรมราช 108 จบ ในทุกๆวันด้วยการนับเม็ดประคำพระธรรมราชของเขาอ้อ)
เช้าวันหนึ่งบาสโทรมาหาผม แล้วพูดว่า " ป่ะ พี่ ไปบ้านอาจารย์ชุม ไชยคีรีกัน ไปเอาสิ่งที่พี่อยากได้มากที่สุด" ได้ยินแล้วมือเท้าชา เพราะนี่คือบ้านของผู้สร้างพระยอดขุนพล ( ท่านเสียชีวิตราวปี2523 ) เป็นฆราวาสที่แม้แต่พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลาเวลาปลุกเสกยังต้องนั่งต่อท้าย ส่วนขุนพันธฯ ต้องนั่งท้ายสุดของแถว ( สายเขาอ้อมีวิธีจัดอันดับยอดฝีมือแปลกๆ คือ วัดกันที่ความเร็วในการเสกน้ำมันงาจากของเหลวให้กลายเป็นของแข็ง ว่ากันว่าระดับอาจารย์นำจะใช้เวลาเสกราว 2 ชั่วโมง ส่วนท่านขุนพันธ์ฯอาจต้องใช้เวลาเป็นวัน แต่ถ้าเป็นระดับหัวแถว อย่างอาจารย์เอียด หรือ อาจารย์ปาน จะใช้เวลาแค่ปรายตามอง!!! )
จังหวะไม่ดีที่ในวันนั้นผมติดงานสอน " ไม่ได้พี่! ผมนัดกับคุณแม่ ( ภรรยาอ.ชุม ) ไว้แล้ว! ได้วันนี้วันเดียว ท่านจะเอาของจากในตู้เซฟออกมาให้! " ผมตาโต " ทำไงๆล่ะวะบาส เราทิ้งงานไม่ได้" ผมถามแบบจิตกระเจิง " ไม่เป็นไรพี่ พี่รออยู่ที่ทำงาน รอผมสัก 2- 3 ชั่วโมง เดี๋ยวเอาไปให้ " บาสตอบ
เป็นช่วงเวลายาวนานเหลือเกิน เหมือนเข็มนาฬิกามันไม่ค่อยยอมกระดิกกว่าบาสจะมาถึงเอาบ่ายแก่ๆ เขาหอบเอากล่องพระมาหลายกล่อง ผมมองตามกล่องแบบตาไม่กระพริบ เหมือนเด็กหิวขนม บาสหยิบกล่องใบหนึ่งวางบนโต๊ะค่อยๆบรรจงเปิด ถึงตอนนี้ผมหูอื้อ ตาลาย เมื่อเห็นพระยอดขุนพลวางเรียงอยู่ด้วยกันถึง 3 องค์ " เรามาติวกันก่อนจะทำอะไรนะพี่ กฏการใช้พระยอดขุนพลที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ข้อแรก ต้องว่าคาถาประสะมือ ( ล้างมือ ) ทุกครั้งก่อนมีการจับต้ององค์พระ " ว่าแล้วบาสก็ทำท่าเอามือมาถูกันแบบคว่ำไปคว่ำมาให้ผมดูแล้วว่าคาถาไปพร้อมกัน " สัพพะมะระตะ วิสิสะริง " ประมาณ 3 รอบ
" ข้อสอง ต้องว่าคาถาก่อนการสวมใส่คล้องคอ"
" ข้อสาม ต้องว่าคาถาขณะคล้องคอ "
"ข้อสี่ ต้องว่าคาถาก่อนการถอดออก"
" ข้อห้า ต้องประสะมือก่อนจับองค์พระออกจากคอ"
" ข้อหก ห้ามวางพระยอดขุนพลไว้ต่ำกว่าพระใดๆในโต๊ะหมู่บูชา ทางที่ดีควรตอกตะปูสำหรับแขวนไว้เหนือหิ้งพระหรือโต๊ะหมู่เลยก็ดี เสร็จแล้วหาปากกามาขีดไว้ใต้ขอบพระ พระยอดขุนพลจะสามารถทำนายทายทักเราได้ หากในช่วงที่ดวงดี มีโชค องค์พระจะยกตัวเหนือเส้นที่ขีดไว้ แต่ถ้าดวงไม่ดีมีเคราะห์ องค์พระจะตกลงต่ำกว่าเส้นที่ขีดไว้"
" ข้อเจ็ด ห้ามลอดราวตากผ้า ผ้าถุง ห้ามนำเข้าที่อโคจร และที่สำคัญห้ามใส่ขณะร่วมเพศ หรือ ให้ผู้หญิงสัมผัสจับต้องเด็ดขาด พระจะเสื่อมทันที เพราะใช้วิชาของอาจารย์คง วัดตาล( เป็นอาจารย์ของขุนแผน )ปลุกเสกเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารที่ออกไปรบมัวแต่ข้องแวะกับสตรี "
" เอ้า! ทีนี้พี่ลองประสะมือตามผม แล้วพี่ก็หยิบพระได้ เลือกที่พี่ชอบที่สุดไปหนึ่งองค์ ทั้งหมดนี้เป็นพระเวอร์จิ้นนะครับพี่ ต้องระมัดระวัง" บาสเลื่อนกล่องมาตรงหน้า " เราอยากได้หมดเลยว่ะบาส" ผมละล่ำละลัก " เอาจิงดิพี่ ของผมคิดพี่แบบกันเอง เอาแค่องค์ละสี่หมื่นนะ " บาสตอบ " โิอเค ไม่เป็นไรงั้นเราเอาองค์แชมป์โลกองค์นี้องค์เดียวละกัน ขอบคุณมากนะบาส! "
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 64

เหน่งบา

18/04/2015 10:54:50
984
เยี่ยมมากครับอาจารย์

แต่วันละตอนน้อยไปครับ แฟนๆอ่านแล้วจะลงแดงหมด...^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 65

Ahura

18/04/2015 12:38:50
1,313



ตอนที่ 3 : การแจ้งเตือน
ได้พระที่มั่นใจได้ว่าแท้ และมีพลังเต็มเปี่ยมมาแล้ว ปัญหาต่อมาคือการหาจีวรสวยๆให้องค์พระ กับแค่การใส่กรอบเลี่ยมทองคงไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่มันคงธรรมดาเกินไปกับพระพิเศษระดับนี้ แต่สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือ กระบวนการใส่กรอบที่ควรต้องอยู่ในสายตาและการควบคุมดูแลของผมตลอดเวลา และช่างก็ต้องว่าคาถาตามที่ผมบอกด้วย ตั้งแต่การจับ การวาง ต้องถูกต้องตลอดดังนั้นการส่งพระให้ร้านจึงเป็นไปไม่ได้
โชคดีที่ทำงานผมมีภาควิชาหัตถศิลป์ สาขาเครื่องโลหะและอัญมณี ผมเลยเข้าไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญว่าผมต้องการทำกรอบเอง เขาก็ยินดีอนุเคราะ์ทุกอย่าง ตั้งแต่การจัดหาเม็ดเงินบริสุทธ์มาหลอมแล้วรีดออกมาเป็นแผ่นบางๆ ตัดฉลุตามแบบร่างที่ผมออกแบบไว้ ตอนแรกตั้งใจจะเปิดหน้าและหลังองค์พระเลยตามรูปแบบสมัยโบราณ เพื่อให้ผิวองค์พระสัมผัสกับร่างกายโดยครง ( เชื่อว่านักรบโบราณใช้วิธีนี้ เพื่อให้มวลสารที่เป็นว่านคงกระพันซึมซาบเข้าสู่ร่างกายโดยตรง บ้างขณะต่อสู้รบก็นำพระอมไว้ในปากเลย เรียกว่ากินว่านกันตรงๆเลย คนโบราณบางคนเข้าป่าและเกิดไข้ป่าขึ้น เขาจับองค์พระฝนกับน้ำดื่มกินแก้ไข้กันเลยก็มี ผมเคยพบพระมหาว่านดำที่ด้านข้างแหว่งเพราะเคยถูกฝนกินมาแล้ว )
แต่อย่างว่าผมไม่ได้ไปออกรบกับใคร ( แต่จุดนี้กลับเป็นประเด็นสำคัญมาก ) ก็เลยใส่กรอบพลาสติกกันน้ำ กันเสียดสีไว้ก่อนดีกว่า
หลังจากหุ้มแผ่นเงินจับขอบพระแล้ว ผมก็ลงมือแกะลวดลายและอักขระพระคาถาต่างๆที่ต้องใช้กับพระองค์นี้ ไว้ที่ด้านหน้าและขอบข้างไว้ทั้งหมดด้วยสิ่ว และตกแต่งด้วยหัวเจียรไฮสปีด
เท่านี้พระยอดขุนพลก็แลดูเข้มขลังสมคุณค่าขององค์พระแล้ว
สิ่งที่ต้องทำต่อมาก็คือการหาสายสร้อยที่คู่ควร ส่วนใหญ่เกจิสายเขาอ้อจะใช้ประคำพระธรรมราชแขวนกัน ( เวลานั้นประคำพระธรรมราชปีลึกๆ อย่างปี 2511 พิธีเสด็จกลับตกเส้นละสามหมื่นเข้าไปแล้วและผมมีแค่เส้นเดียวและไม่ได้พลีลงทะเล แต่เส้นที่เสด็จกลับจากน้ำทะเลจริงๆราคาคงเกินแสนไปแล้ว ปัจจุบันไม่ต้องหา ไม่มีอีกแล้ว ) แต่ผมมองว่าลุคมันดูเป็นเจ้าพิธีมากเกินไปไม่เหมาะกับการใ้ช้ในชีวิตประจำวัน
สุดท้ายเลยหาลูกปัดทวาราวดีสั่งให้ช่างร้อยเข้าสลิงโลหะควั่นเกลียวอย่างดี เจ้าของบอกใช้ลากรถได้เลยเพราะพระค่อนข้างมีน้ำหนัก ลูกปัดตกเม็ดละเกือบร้อยบาท ทั้งเส้นก็หลายพันอยู่ สมค่าสมศักดิ์ศรีของพระจริงๆ ซึ่งผมก็ใช้ขึ้นคอทุกวันและปฏิบัติตามวิธีอย่างเคร่งครัด
แม้จะมีการใช้ชีวิตแบบควบคุมและระมัดระวังอย่างดีเพียงใด แต่เรื่องไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นจนได้
วันหนึ่งผมมีธุระต้องหาซื้อของในสำเพ็ง ซึ่งเป็นวันใกล้ปีใหม่ผู้คนแออัดยัดเยียดเต็มไปหมด ผมหาซื้อของด้วยความลำบากยากเย็นเพราะคนเยอะมากๆ
ขากลับผมต้องไปขึ้นรถตู้กลับลาดกระบัง ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งคนก็เยอะและต้องเข้าคิวรอยาวเหยียด
ระหว่างยืนรอรถตู้อยู่เพลินๆ จู่ๆผมได้ยินเสียง " เปรี๊ยะะ !! " ดังลั่นที่ต้นคอผม องค์พระหล่นลงในเสื้อ ผมรีบคว้าไว่ด้วยสัญชาตญาณ ส่วนลูกปัดทวาราวดีหล่นกระจายเต็มพืื้นถนนคอนกรีต คนที่เข้าคิวช่วยกันเก็บอลหม่าน ผมยืนงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝันนี้
บนรถตู้ผมนั่งพิจารณาที่รอยขาดของสลิง ผมขอใช้คำว่า มัน " ระเบิด! " ครับ และเริ่มพิจารณาทบทวนวัตรปฏิบัติของผมตลอดวันนี้ จนถึงบางอ้อในที่สุด เหตุคงพราะการเบียดเสียดกับผู้หญิงที่สำเพ็งในวันนี้นั่นเอง!
เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนอุทาหรณ์ในการควบคุมดูแลการใช้ชีวิตเพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ให้คงไว้
แต่เรื่องมันเพิ่งเริ่มเท่านั้นนะครับ !!!
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 66

Ahura

18/04/2015 16:28:28
1,313



ตอนที่ 4 : การสาปแช่ง
หลังเหตุการณ์ประหลาดในวันนั้น ไม่นานบาสก็เข้ามาหาผมที่ทำงาน บอกว่าอยากแวะมาทักทาย ( ไม่รู้ห่วงอะไร? ) ผมเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้บาสฟัง บาสนิ่งเงียบไป สีหน้าวิตกกังวลและครุ่นคิด สักพักจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นคุยพักใหญ่ " พี่รอผมถึงช่วงบ่ายได้ไหม ผมอยากให้เจอใครบางคน " บาสถาม ซึ่งผมก็บอกว่ารอได้
ตกบ่ายบาสแนะนำชายคนหนึ่งชื่อว่า พี่เล็ก บาสบอกว่าเขาคือศิษย์เอกของอาจารย์ชุม คอยปรนนิบัติพัดวีิอาจารย์ชุมจนลมหายใจสุดท้าย เริ่มต้นการสนทนาบาสจึงถามเขาว่า " พี่เล็กจะทำพิธีให้พี่เขาได้ไหม " " อืมม...กูไม่ค่อยพร้อมว่ะ คงต้องให้ทางสายคุณแม่ทำให้มั๊ง " เขาตอบบาส
ด้วยความสงสัยว่าเขาคุยอะไรกัน ก็เลยถามแทรก เลยได้คำตอบว่า เป็นพิธีรับเป็นศิษย์สำนักกุญแจไสยศาสตร์ ที่อาจารย์ชุมเป็นผู้ก่อตั้งในราวปี 20 และหลังการเสียชีวิตสำนักก็เลยแตกกระสานซ่านเซ็น ทำให้ไม่เคยมีการรับศิษย์เพิ่ม ( พอทราบพิธีรับศิษย์ของสายเขาอ้อว่ายุ่งยากมาก ต้องนอนแช่ในน้ำว่าน การเตรียมว่านพี่เล็กเล่าอย่างสยดสยองว่า ว่านส่วนใหญ่เป็นพืชมีหนาม หลังใส่น้ำแล้วเจ้าพิธีจะลงไปเดินเหยียบให้หนามแหลก ! ศิษย์จึงค่อยลงไปนอนแช่ในบ่อว่าน จากนั้นอาจารย์จะป้อนข้าวเหนียวดำและน้ำมันงาปลุกเสกจนแข็งตัว ซึ่งพี่เล็กบอกว่ารสชาติสุดเกินบรรยาย แต่จุดไคลแมกซ์อยู่ที่เมื่อเสร็จพิธีแล้วศิษย์ต้องถอดเสื้อให้อาจารย์ใช้ดาบฟันหลัง! แต่ที่หนักสุดคิอ ท้ายสุดอาจารย์จะต้องดึงหนังตาของศิษย์แล้วใช้มีดโกนกรีด !!! )
ฟังเขาพูดกันแล้วผมเลยพูดขึ้นว่า " เอ่อ...พี่เล็กยังไม่พร้อม ผมก็ยังไม่พร้อมเหมือนกันครับ ! " พี่เล็กหัวเราะในลำคอ แล้วขอดูพระยอดขุนพลในคอผม แน่นอนว่าเขาท่องคาถาประสะมือสามรอบก่อนจับพระในคอ แล้วพูดว่า " อาจารย์ทราบแล้วใช่ไหมว่าพระยอดขุนพลเป็นพระที่ถูกสาป! " ผมตาเหลือก " ม ม ไม่รู้อะไรเลยครับ! " " บาสบอกให้ผมเอาซีดีพิธีปลุกเสก 2497 มาให้อาจารย์ดูในนั้นจะเห็นขุนพันธ์ยังหนุ่มฟ้อและรำดาบหน้าพิธีด้วย แต่จุดสำคัญอยู่ตรงทีี่ระหว่างทำพิธีปลุกเสก กลุ่มพระยอดขุนพลสั่นกระเพื่อมเหมือนละรอกน้ำ หลังจากปลุกเสกจะบรรจุลงกล่องกระดาษ แล้วพันด้วยแผงประทัด ซึ่งทุกกล่องจะจุดประทัดไม่ติด หากกล่องไหนประทัดระเบิด จะต้องยกพระชุดนั้นไปปลุกเสกใหม่ทั้งหมด! "
" ท้ายซีดีจะเห็นการปีนเอาพระยอดขุนพลขึ้นไปฝากกรุบนปลียอดพระธาตุ แล้วทำการสาปแช่งไม่ให้ผู้ใดนำลงมาใช้ นอกจากจะเกิดศึกสงครามเท่านั้น " มาถึงตรงนี่พี่เล็กจึงอธิบายถึงเงื่อนไขของผู้ที่สามารถถือครองพระยอดขุนพลได้ คือ
1. ต้องเป็นนายทหารผู้ควบคุมกำลังพล ในยามเกิดศึกสงคราม และเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน...เท่านั้น!
2. ต้องเป็นศิษย์สำนักเขาอ้อที่เคร่งครัดและได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดีแล้ว...เท่านั้น!
ห้ามมิให้บุคคลใดนอกเหนือไปจากที่กล่าวนี้นำไปใช้โดยเด็ดขาด!
ตอนนี้ผมกลืนน้ำลายเหนียวก้อนใหญ่ลงคอ "พวกเราเชื่อกันว่าการที่ขุนพันธ์นอนเป็นผักอยู่ทุกวันนี้เพราะขึ้นไปเอาพระในกรุมาใช้ แล้วทำอะไรผิดบางอย่างจนถูกอาถรรพ์ของพระยอดขุนพลเข้าให้! " อ่าว! ขนาดระดับจอมขมังเวทย์ยังกลายเป็นผัก แล้วผมล่ะ? ขนาดแค่ชินบัญชรยังท่องตะกุกตะกัก มิเละเป็นโจ๊กรึ?!
สุดท้ายทั้งบาสและพี่เล็กก็หารือกันว่าผมจะเอาพระไว้อยู่ไหม? โดยบาสให้เหตุผลว่าดูผมมานานแล้ว โดยผมปฏิบัติตัวเคร่งครัดและฝึกฝนมากกว่าศิษย์เขาอ้อหลายๆคน
พี่เล็กจึงเริ่มสอบผมในหลายๆเรื่องทั้งการใช้คาถาต่างๆและวิธีการใช้วัตถุมงคลต่างๆไม่ว่าจะเป็นประคำ ไม้ครู ตระกรุด มีด ฯลฯ และผมก็สอบผ่านซึ่งพี่เล็กก็พึงพอใจ ก็เลยคิด (เอาเอง)ว่าน่าจะอนุโลมได้ในข้อ 2 ส่วนในกฏข้อ1 ผมทำงานเป็นอาจารย์ซึ่งก็น่าจะเป็นผู้ทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมือง และต้องควบคุมนักศึกษามากมาย ซึ่งก็น่าจะอนุโลมได้(มั๊ง)
สุดท้ายแม้จะเป็นลักษณะของการเลี่ยงบาลี แต่ทุกคนก็ดูจะสบายใจ โดยเฉพาะผมที่รู้สึกว่าตัวเองน่าจะคู่ควรกับพระ โดยยังไม่รู้ตัวว่ากำลังจะมีหายนะคืบคลานเข้ามาในชีวิต !!! ...........
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 67

Ahura

19/04/2015 11:14:14
1,313



ตอนที่ 5 : การสิ้นสุด
ก่อนหน้าการเล่นพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง ผมทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน สามวันทำงานในมหาวิทยาลัย ที่เหลือคือการตระเวณสอนตามบ้านไฮโซ และทำธุรกิจโรงเรียน ทำให้มีรายได้อย่างต่ำแสนบาทต่อเดือน
แต่มาในระยะหลังเริ่มมีปัญหากับหุ้นส่วน งานตามบ้านลดน้อยลง รายได้ต่างๆก็หดหายไปเรื่อยๆ แต่ผมก็ไม่สนใจเพราะคิดว่าชีวิตก็มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดามันเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ
วันหนึ่งเพื่อนที่เล่นพระด้วยกันเข้ามาหาผม " เฮ้ย! กูว่ากริ่งเขาปัทวีอาจารย์ชุมที่มึงให้กูมาไม่เวิร์คกับกูว่ะ " "อ่าว มีอะไรเหรอ? " ผมถามอย่างสงสัย " แม่ง! งานหายหมด เงินกูไม่มีเข้าเลยว่ะ แบบว่าวไม่มีลมมึงนึกภาพออกไหม? " ผมเข้าใจสภาวะของเพื่อนได้ในทันที เพื่อนคนนี้เป็นมือหนึ่งด้านการทำพร็อบ ทำฉากให้งานโฆษณา และภาพยนต์ ไม่ว่าที่ไหนต่างก็มุ่งมาให้เขาทำงาน การที่เขาไม่มีงาน ไม่มีเงินนี่เป็นเรื่องผิดปกติแบบสุดๆ
" กูว่าไอ้มหาอุตม์เนี่ยมันอุดเงินอุดทองกูไปด้วยนะ เหนียวแต่ไม่มีแดกนี่กูไม่ไหวว่ะ" เพื่อนผมบริภาษแบบไม่เกรงใจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในวินาทีนั้นผมเริ่มหันกลับมามองตัวเอง นี่มันอาการเดียวกันเลยนี่! แต่ผมก็ไม่ปริปากอะไรกับเพื่อน เสือย่อมไม่ร้องเอ๋ง
เช้าวันหนึ่งผมตื่นมาปลูกต้นไม้ เสร็จสรรพแล้วตามตัวก็เลอะดินเต็มไปหมด ผมเดินมาที่โรงรถหน้าบ้าน เปิดก๊อกน้ำและใช้สายยางล้างเนื้อตัว
ผมก้มลงล้างดินที่ติดตามขา สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น !!!
จู่ๆผมก็หงายหลัง ( ก้มไปข้างหน้าแต่หงายหลัง?! ) เหมือนมีใครมาผลักแรงๆ เสียงตัวกระแทกพื้นดังพลั่กก! แต่มีอีกเสียงที่เกิดพร้อมๆกันดัง โพล๊ะะ !! เสียงคล้ายทุบลูกมะพร้าวแรงๆ ผมรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณหน้าแข้งด้านข้างซ้าย ผมมองลงไปที่ขาซ้ายแบบไม่อยากเชื่อสายตา !
ปลายเท้าผมตอนนี้มันหันกลับไปอยู่ด้านหลัง ! กระดูกหน้าแข้งหัก และพยายามแทงทะลุเนื้อออกมา! ผมทิ้งหัวลงนอนหลับตานิ่ง ที่มากกว่าความเจ็บปวดในตอนนี้ คือการรับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้ มันเวอร์มาก ! ผมแค่ก้มลงล้างเท้า ! แล้วนี่มันอะไร??
ผมทราบว่าทั้งคนในบ้านและนอกบ้านต่างได้ยินสียงและวิ่งกันอลหม่าน ส่วนผมนอนน้ำตาไหลอยู่นิ่งๆ ขาชาไร้ความรู้สึกไปแล้ว แต่ความรู้สึกภายในเจ็บปวดกับสิ่งโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับชีวิต
สักพักมีคนเรียกแท๊กซี่เข้ามา มีคนหามผมขึึ้นเบาะหลังและนำส่งโรงพยาบาล หมอเอ๊กซ์เรย์แล้วบอกว่า กระดูกขาผมหักสามท่อน ! ความรุนแรงขนาดปุ่มกระดูกตาตุ่มแตกหลุดออกมาเป็นก้อน ! มันเลยทำให้เท้าผมสามารถหมุนได้รอบทิศ !
หมอบอกจะทำการผ่าตัดใส่เหล็ก โอ้พระเจ้า! ในชีวิตผมเคยเข้าโรงพยาบาลครั้งเดียวเพราะเป็นไข้หวัดใหญ่ โดนแทงเข็มน้ำเกลือครั้งเดียวอีกสองวันวิ่งปร๋อ แล้วนี่มันอะไร?! การผ่าตัด! หมอบอกจะใช้วิธีให้ยาชาทางไขสันหลัง ผมต่อรองว่าทำให้ผมสลบไปเลยได้ไหม? ผมไม่อยากรับรู้ แต่ไม่ทันเสียแล้ว! หมอให้ผมนอนงอตัวและแทงเข็มขนาดยาวเป็นฟุดเข้ากลางกระดูกสันหลังของผม! ตอนเข็มมันชำแรกเข้าไปมันสุดแสนทรมาน แต่หลังจากนั้นร่างกายท่อนล่างมันก็ไร้ความรู้สึก ผมเห็นหมอกรีดๆ เฉือนๆ เถือๆ ขาผมแบบไม่ปรานีปราศัย ในยาชาคงมียานอนหลับผมตื่นมาอีกทีทุกอย่างก็เสร็จสิ้น
สรุปตอนนี้ในขาผมก็มีสิ่งแปลกปลอมเป็นแผ่นโลหะฝังน๊อตสิบตัวที่กระดูกขาซ้าย และอีกสามตัวที่กระดูกตาตุ่ม ผมต้องนอนพักฟื้นอยู่เฉยๆบนเตียง 3 เดือน ต้องทำกายภาพบำบัดแสนทรมานที่เท้าตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เอ็นยึด
คนมาเยี่ยมผมเยอะเเยะ แต่ทุกคนล้วนไม่เข้าใจว่ามันเป็นขนาดนี้ได้อย่างไร? บางคนคิดว่าผมประสบอุบัติเหตุทางรถเสียด้วยซ้ำ ผมอยากจะบอกทุกคนว่าผมถูกอำนาจเหนือธรรมชาติจับหักขาก็คงหาว่าผมบ้า ! แต่คนที่เข้าใจผมที่สุดคงเป็นบาสกับพี่เล็ก
หลังการพักฟื้นผมใช้ไม้เท้าไปทำงาน บาสมาหาผมและขอเช่าพระยอดขุนพลคืน (ในเวลานั้นราคาถูกปั่นไปถึงแสนสองแล้ว ) ผมยอมปล่อยไปแต่โดยดีซึ่งบาสให้ผมมาเจ็ดหมื่น ผมเลยทิ้งท้ายกับบาสว่า " อยากได้อะไรก็มาเอาไปนะ เราเลิกแล้ว! "
ช่วงนั้นผมเลยกลายเป็นคนเนื้อหอม หลายคนเดินทางมาจากภาคใต้ เพื่อมาขอเช่าพระจากผม ( ประมาณได้ยินว่ามีกรุแตก ) ไม่นานพระเขาอ้อก็หมดไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีเหลืออะไรไว้อีก
ภาพพระยอดขุนพลองค์นี้เป็นของผมที่เปิดเจอในเวป ซึ่งก็คงหาไม่ยาก พระมีแค่ 2,500 องค์ สุดท้ายผมได้แต่หวังว่าเจ้าของคนใหม่จะมีบุญบารมีมากพอที่จะใช้และควบคุมพระยอดขุนพลนะครับ !
สำหรับผมการเข้าถึงพระธรรมคงไม่ต้องใช้วัตถุอีกต่อไปแล้ว......
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 1
ความคิดเห็นที่ : 68

เหน่งบา

19/04/2015 11:27:13
984
คห.67 นี่บังเอิญโพสท์ปุ๊บได้อ่านปั๊บ

สุดยอดประสพการณ์จริงครับ ขอบคุณมากๆที่กรุณาถ่ายทอดให้ได้รับรู้กัน
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 69

Ahura

20/04/2015 13:53:08



เทพ Ahura Mazda
เป็นเทพที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ 555 การเชิญพระองค์มาสถิตย์ประทับบนหลังของผมนั้นมีนัยยะสำคัญ
พระองค์เป็นเทพโบราณที่มีพัฒนาการยาวนานนับแต่ต้นเมโสโปเตเมียส่งต่อกันมาจนเป็นเทพของเปอร์เซีย
และกลายเป็นเทพสูงสุดของศาสนาโซโลอัสเตอร์ ( ปัจจุบันจัดเป็นศาสนาที่ตายแล้ว หลงเหลือแต่พวกลัทธิบูชาไฟในอินเดีย มีคัมภีร์สำคัญคือ เซนดะห์เวสตะ ซึ่งเป็นต้นทางของคัมภีร์พระเวท ของพราหมณ์ )
หลังจากพวกอารยัน (เปอร์เซียนั่นแหละ) บุกเข้ายึดครองดินแดนแถบลุ่มน้ำสินธุของพวกดราวิเดียน ซึ่งแต่เดิมนับถือคติแม่เป็นใหญ่ ( maternalism) เช่น แม่อุมา แม่ทุรคา ฯลฯ ( คตินี้มีอยู่ในไทย คือ การเรียกพลังอำนาจทางธรรมชาติเป็นหญิง เช่น แม่คงคา แม่ธรณี ฯลฯ เป็นต้น ( อาจรวมถึงแม่ทูนหัวในบ้าน 555 ) ) และนับถืิอมนุษย์กึ่งสัตว์ (แบบเดียวกับอียิปต์) เช่น พระพิฆเณศ พระยาครุฑ ฯลฯ เป็นต้น
ในทางการเมืิองการปกครองสมัยโบราณการที่ผู้มีอำนาจต้องการให้ผู้ใต้อำนาจสยบยอม ก็ต้องใช้วิธีการกดทับความเชื่อ จึงนำเอาเทพที่เป็นเพศชายของคนจับเทพเพศหญิงของชนชาตืดั้งเดิมทำเมีย จนเกิดเป็นคติพ่อเป็นใหญ่(paternalism) ส่วนเทพอื่นๆก็ถูกลดสถานะเป็นลูกบ้าง เป็นพาหนะบ้าง เพื่อให้ชนพื้นเมืองดั้งเดิมยอมรับในอำนาจของผู้ปกครองใหม่
ซึ่งวิธีการนี้เป็นแนวทางที่อารยธรรมโบราณกระทำกันมานานแล้วครับ ทั้งอียิปต์และกรีก ที่ฟาโรห์หรือกษัตริย์จะสถาปนาเทพองค์ใหม่แทนเทพองค์เดิม เพื่อล้างอำนาจเก่าโดยเฉพาะพวกนักบวชที่รับใช้เทพเก่าจะมีอำนาจมาก
ดังนั้นเทพ Ahura Mazda จึงเป็นต้นทางของพระอิศวรของพราหมณ์และฮินดูครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 70

เหน่งบา

20/04/2015 19:05:15
984
ก็เป็นรายการที่คิดไว้อยู่ครับ แต่ไม่ได้โพสท์ รอให้คนใช้user name นี้มาบรรยายเองอยู่ครับ ^ ^

แล้วก็เสริมอาจารย์AHURA อีกรูปครับ







แต่ข้อมูลในเน็ทนี่บางอันก็มั่วขนาดครับ โมเมเอาว่าAHURA MAZDA เป็นอาชูร่าไปโน่น

(อาชูร่า = อาซิวล้อ(ในภาษาจีน) = อสุระ = อสูร....ซึ่ง อสูร มาร และ ยักษ์ นี่คนละพวกกันนะครับ ไม่ใช่อย่างเดียวกันเลย)
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 71

เหน่งบา

20/04/2015 19:12:33
984



มีแสง ก็ย่อมมีเงา

มีพระเจ้า ก็มีมาร เป็นสิ่งคู่

Ahriman ในความเชื่อของศาสนาโซโรแอสเตอร์ ก็คือ....พญามารนั่นเองครับ จ้าวแห่งพลังงานด้านมืด ความคิดด้านลบ ตัวแทนของความไม่ดี ความเลวทั้งหลายทั้งปวง ความอัปลักษณ์ ความอดอยาก ความทุกข์ และความผิดหวัง ...

ที่จะเน้นคือ ความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะที่มีผลกระทบกับความรู้สึกนึกคิดของคนครับ โครงเส้น รูปลักษณ์ สัดส่วน สีหน้าท่าทีสร้างขึ้นอย่างเหมาะเจาะ สามารถโน้มนำจินตภาพของผู้ทื่ได้เห็น ให้เกิดความรู้สึกไปได้ต่างๆนาๆ สวยงาม อัปลักษณ์ ดีงาม ชั่วร้าย หดหู่...

...คือ ข้อมูลสู้ไม่ได้ ก็เลยเสไปพูดเรื่องอื่นซะเลย 5555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 72

Ahura

20/04/2015 19:43:40
1,313
Ahura กับ Asura มันก็ใกล้เคียงนะครับ 55
แต่ถ้าแปลความหมาย " ผู้ทรงปัญญา " กับ " ผู้ไม่กินสุรา " มันไม่ค่อยใกล้เลย 555++
ข้อมูลเชิง document ตามเวปต่างๆ แม้แต่วิกิพีเดีย ถือเป็นข้อมูลในการอ้างอิงที่ไม่มีมาตรฐานครับ
ยิ่งในการเรียน การวิจัย ในระดับปริญญาเอกนี้ไม่ควรนำมาใช้เลย หากมีการสืบค้นตรวจสอบจริงจังจากกรรมการสอบอาจโดนสอยร่วงเอาง่ายๆ
ถ้าจะอ้างอิงจากเวปต้องพยายามเทียบเคียงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าตรงกันเยอะๆก็คงจะพอไหวอยู่
ทางที่ดีดูจาก หนังสือ ตำรับตำราที่มีมาตรฐานจะแน่นอนกว่า
ส่วนข้อมูลตามอินเตอร์เนตนี่ผมไม่ค่อยกล้าแตะเลยครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 73

เหน่งบา

21/04/2015 02:38:50
984
พระพุทธรูป ศิลปะสุโขทัย ใจกลางพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา






พระปูนปั้น วิหารทิศ วัดพระราม อยุธยา(ปัจจุบันถูกทำลายแล้ว)






ดูพระพุทธรูปศิลปะต่างยุคสมัยกันแล้ว อารณ์ ความรู้สึก ต่างกันไหมครับ ^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 74

เหน่งบา

21/04/2015 03:06:16
984
ตัดแปะจากงานเขียนของอาจารย์โกวิท เขมานันทะ และจากหนังสือของคุณนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว

"ครั้งอดีต นายช่าง, ประติมากรนั้น แท้จริงคือวิปัสสนิก-ผู้เจริญภาวนา ในการสร้างพระพุทธประติมา กรรมวิธีในการสร้างกินช่วงเวลาตั้งแต่นายช่างและช่างผู้น้อยสมาทานอุโบสถศีล(ศีลแปด) เจริญสมาธิภาวนาจนเห็นพระพุทธนิมิตติดตาตรึงใจ อันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเคมีชีวภาพในเรือนกายของนายช่าง จากสถุลรูปสู่รูปสุขุม ลมปราณประณีต เหมาะแก่งาน เป็นไปในกรรมันตภาพแห่งฌาณ ความบริสุทธิ์ของกายและจิต วาสนาบารมีในกรรม ทั้งหมดนั้น คือจิตสำนึกแห่งปัจเจกอันเป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยในการสร้างสรรค์เนรมิตศิลปกรรม พระพุทธประติมาที่งามจับจิตตรึงใจ เป็นมิ่งขวัญเมือง จึงปรากฎเป็นมรดกล้ำค่าในประเทศนี้

ประเพณีการสร้างพุทธประติมา เป็นกรรมวิธีแห่งการหลอมรวมน้ำใจของชนทุกชั้น พระพุทธรูปจึงเป็นเครื่องสะท้อนจิตสำนึกทางสังคมแห่งยุคตสมัยได้อย่างเด่นชัด"

อาจารย์โกวิทเคยขยายความให้ฟังว่า วิถีเช่นนี้ของข่างโบราณที่บำเพ็ญภาวนาจนได้นิมิต(vision)พระพุทธรูปงามแล้วนำมาเนรมิตพระพุทธรูปประติมาขึ้นนั้น ได้ปรากฎอยู่ในปกรณัมการสร้างพระพุทธรูปสำคัญของไทยหลายต่อหลายองค์ ที่มักเล่าไว้คล้ายๆกัน ถึงเรื่องของพระอินทร์หรือพระวิษณุกรรมแปลงร่างเป็นชีปะขาว นุ่งขาวห่มขาวทำภาวนาอยู่ ๗ วัน ๑๐ ถึงค่อยแกะสลักหรือหล่อพระพุทธรูปขึ้นมา นี่คือบันทึกชัดเจนถึงหนทางสร้างสรรค์ของช่างไทยโบราณ ที่เล่าไว้ในรูปของตำนาน

ความเห็นหนึ่งที่อาจารย์โกวิทกล่าวไว้คือ "ผมเห็นตรงกับพี่อังคาร(ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์)ในเรื่องพุทธลักษณะของพระพุทธรูป พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยดูอ่อนโยนงามประณีต ไม่ใช่เกิดเพราะบ้านเมืองดีเท่านั้น และการที่พระพุทธรูปสมัยอยุธยามีลักษณะถมึงทึงแข็งกร้าวก็ไม่ใช่เป็นเพราะสมัยอยุธยามีศึกสงครามมาก ผู้คนต้องเผชิญกับการสู้รบตลอดเวลาเพียงอย่างเดียว ถึงสะท้อนภาพบ้านเมืองอยู่ในพุทธศิลป์ แต่พุทธลักษณะพระพุทธรูปสองยุคนั้นแตกต่างกันมาก เป็นเพราะสมัยสุโขทัย ผู้คนนิยมบำเพ็ญภาวนาด้วยวิธีอานาปานสติกำหนดลมหายใจเข้าออก การภาวนาแบบนี้เป็นวิธีประณีต ละเอียดอ่อน นิมิตที่ครูช่างได้ จึงปรากฎออกมาเป็นรูปธรรมอันงามนิ่มนวลของพระพุทธรูปสุโขทัย"

"ส่วนการบำเพ็ญภาวนาสมัยอยุธยานั้น เป็นยุคที่คนนิยมวิธีเพ่งกสิณ โดยเฉพาะการเพ่งเปลวไฟ ซึ่งมักใช้ในการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างแข็งกร้าว ภาพนิมิตที่ครูช่างได้ ถึงปรากฎพุทธลักษณะออกมาค่อนข้างกล้าแข็งของศิลปะในการสร้างพระอยุธยา"
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 75

Ahura

21/04/2015 06:38:34
1,313
" ศิลปะ คือ ผลผลิตทางสังคม "
ทัศนคติของมนุษย์ในการสร้างงานศิลปะไม่ได้มาจากเจตจำนงเสรี ( free will ) ครับ
หากแต่มาจากการถูกหล่อหลอมตั้งแต่ครอบครัว การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง สภาพภูมิประเทศ สภาพดินฟ้าอากาศ ฯลฯ
ดังนั้นรูปแบบทางศิลปะจึงเป็นสิ่งสะท้อนคุณลักษณะดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้รูปแบบมีความหลากหลาย ผิดแผกแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่นดนตรีของคนดำที่ถูกกดขี่ก็จะสะท้อนความหม่นเศร้า ดนตรีของชาวคริสต์ที่สรรเสริญพระเจ้าก็สะท้อนความโอ่อ่า อลังการ เป็นต้น
ส่วนศิลปะไทยก็สะท้อนสังคมในแต่ละยุคสมัยเช่นกัน สังคมในช่วงใดมีความสงบร่มเย็น ศิลปะก็จะอิ่มเอิบ อ่อนหวาน อ่อนช้อย อย่างเช่นศิลปะเชียงแสน ศิลปะสุโขทัย เป็นต้น
แต่หากสังคมในช่วงใดที่มีแต่การรบราฆ่าฟัน บ้านเมืองไม่สงบสุข ศิลปะก็จะออกมาดูแข็งกร้าว ดุดัน อย่างเช่นศิลปะอู่ทอง ศิลปะอยุทธยา เป็นต้น
ดังนั้นในศิลปะแบบประเพณี ความเป็นปัจเจกจึงไม่ใช่แก่นสารสำคัญ มากกว่าทัศนคติที่มาจากสังคม จึงไม่ปรากฏชื่อของผู้สร้างบนงานศิลปะใดๆเลย
ถ้าต้องการดูความเป็นปัจเจก คงต้องดูในงานพระพุทธรูปสมัยใหม่ ตั้งแต่พระของอ.ศิลป์ พีระศรี พระของเฉลิมชัย ฯลฯ หรือจะดูพระพุทธรูปของผม เชื่อว่าผู้ชมหรือคุณเหน่งบาน่าจะม้วนตกเก้าอี้สามตลบน่ะครับ !!! 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 76

เหน่งบา

21/04/2015 07:32:51
984
ที่ว่ามาในบรรทัดสุดท้าย จัดมาเลยครับ อาจารย์ ^ ^

ผมตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา บอกไว้แต่ต้นว่ารอท่านผู้รู้ มาร่วมกันแสดงสิ่งที่ผมไม่รู้..เพราะข้อมูลตัวเองมีจำกัด..บอกแล้วว่า ขอซัดโยนก้อนหินชักนำหยกครับ 555

ปล.ในความคิดเห็นในฐานะชาวบ้านคนหนึ่ง ผมไม่ปิ๊งงานของอาจารย์เฉลิมชัยอ้ะครับ รู้สึกเหมือนดูดอกไม้ที่บานเกินจุดพอดี...ขออภัยที่บังอาจคิดเห็นแบบนี้นะครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 77

Ahura

21/04/2015 09:13:43
1,313
งานศิลปกรรมร่วมสมัยในปัจจุบัน ศิลปินมีสิทธิในงานของตนได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ
ส่วนที่เหลือถือเป็นสิทธิในการตีความของผู้ชมหรือสังคม
ในงานปั้นพระพระพุทธของผมจะเป็นการก้าวข้ามทักษะฝีมือไปสู่ความคิด ( ทักษะเป็นเพียงสุนัขรับใช้ของความคิด )
ซึ่งการปั้นให้สวยผมว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพราะโบราณเขาจะมีสูตรตายตัวในการวัดหาสัดส่วน ปริมาตร ที่งดงามอยู่แล้ว
แต่ตัวงานเน้นไปที่การกระตุ้นความคิดในเชิงพุทธปรัชญา ซึ่งผู้ชมจะต้องมีความพร้อมพอสมควรจึงจะเข้าใจใน " สาร " ที่ต้องการสื่อ
งานที่สื่อด้วยองค์พระหลักๆมีประมาณ 4 ชิ้น นอกนั้นเป็นงานแนวนามธรรมและหนึ่งในองค์พระนั้นสำนักพระราชวังโดยราชเลขาธิการ เคยติดต่อให้ยกผลงานออกจากการแสดงงานมาแล้ว!!!
ไว้เย็นๆ ค่ำๆจะเข้ามาโพสต์ ส่วนตอนนี้ติดธุระการเรียนการสอนครับ
ป.ล. ผมคิดว่าจะไม่อธิบายงานให้เข้าใจ แต่ให้ผู้ชมคิด วิเคราะห์และตีความเอาเองนะครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 78

Ahura

21/04/2015 20:59:10
1,313



นี่คือพระพุทธรูปที่มีฐานใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเทียบพิกัดกันแบบปอนด์ต่อปอนด์ !! 555
ชื่องาน " Faraway from Nirvana "
ตัวฐานส่วนเป็นสีดำสูงราว 160 ซ.ม. แกะสลักคำว่า " นรก " ด้วยอักษรเทวนาครี
ตัวฐานส่วนเป็นสีขาวสูงราว 150 ซ.ม. ตัวองค์พระสูงประมาณ 12 ซ.ม. แกะสลักคำว่า " นิรวาณ " ที่องค์พระด้วยอักษรเทวนาครี
ดังนั้นความสูงรวมทั้งหมดจะอยู่ในราว 222 ซ.ม.
เมื่อผู้ชมยืน(ชายไทยมาตรฐาน)จะอยู่ในราวชั้นที่4 ของฐานสีขาว

นี่เป็นการอธิบายลักษณะเชิงกายภาพคร่าวๆนะครับ ส่วนที่เหลือคือการตีความกันเอาเอง!
ผู้ชมที่มีฐานความรู้ด้านไตรภูมิก็จะทำความเข้าใจได้ง่ายหน่อย
ป.ล. มีศิลปินชาวพม่าคนหนึ่งแกมายืนนับจำนวนขั้นของฐานแล้วพยักหน้าหงึกๆ 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 79

เหน่งบา

21/04/2015 21:18:41
984
ยังไม่ได้นับนะครับ ใช่ ๓๑ ชั้นหรือเปล่า
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 80

เหน่งบา

21/04/2015 21:27:06
984
ปิ๊งป่อง ๓๑ จริงๆด้วย ^ ^

แทนค่าวัฏฏะสังสาร ๓๑ ภูมิ

ขอภาพclose up องค์พระใกล้ๆหน่อยได้ไหมครับ

แล้วก็ คำว่านิรวาณ กับ นรกานต์ที่เป็นภาษาเทวนาครีแบบชัดๆหน่อยอ้ะครับ(ใช้คำ นรกานต์ป่าวหว่า)
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 81

Ahura

21/04/2015 21:46:03



มีแต่แบบสเก๊ตซ์ด้วยไอแพดอ่ะครับ หารูปไม่เจอ
แต่จะใช้องค์พระเดียวกัน (หล่อไว้หลายองค์) ประกอบในงานชิ้นสองครับอันนั่นมีรูป
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 82

Ahura

21/04/2015 21:55:57
1,313



แบบสเก๊ตซ์ด้วยไอแพดอีกอันหนึ่ง
ตอนแรกตั้งใจจะแกะลงไปทุกชั้น แต่ปมว่าศิลปะไม่ควรบอกมากไปคนดูจะไม่ค่อยได้คิด เลยปล่อยมันโล่งๆไปเลย
ส่วนคำว่านรก ผมเขียน นะระกะ ลงไปเลย
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 83

Ahura

21/04/2015 22:22:46
1,313
" นิพานะ ปัจจะโย โหตุ " ด้วยบุญกุศลที่ข้าพเจ้ากระทำในครั้งนี้ ช่วยส่งให้ข้าพเจ้าถึงซึ่งนิพพานด้วยเทอญ

ทุกวันนี้มีใครที่ทำบุญหรือไหว้พระ แล้วกล่าวอธิษฐานจิตแบบนี้บ้างไหมครับ???
ทั้งที่เป้าหมายสูงสุดของการนับถือพุทธศาสนา คือการไปยังนิพพาน ทุกคำสอนของพระพุทธองค์คือ นิ้วที่ชี้ไปยังนิพพาน

แต่ทุกวันนี้เราทำบุญเพื่อจะได้ถูกหวย ไหว้พระเพื่อจะได้มีบ้านหลังโตๆ จิตที่เราอธิฐานเป็นไปเพื่อลาภสักการะเพื่อตัวของเราเอง

" faraway from nirvana " จึงแสดงสาระที่ขนาดและพื้นที่ ระหว่างคนดูกับพระพุทธองค์ อย่าว่าแต่อ่านอักษรที่องค์พระออกเลยครับ มองก็ยังมองแทบไม่เห็น!
ระดับของพวกเราอยู่ได้แค่ระดับกามรูปแค่นั้นแหละครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 84

เหน่งบา

22/04/2015 01:28:18
ครับ ก็คำนวณนับระดับชั้นที่ทำเป็นสามช่วงอยู่ ว่าตรงกับกามภูมิ ๑๑ รูปภูมิ ๑๖ อรูปภูมิ ๔ เกือบๆพอดี ถ้าที่บอกว่าออกแบบแล้ว คนส่วนใหญ่สูงประมาณชั้น ๔ ก็เพิ่งพ้นอบายภูมิมาเท่ามนุษยภูมิ และมองแทบไม่เห็นองค์ท่านจริงๆนั่นแหละ

ถ้าไม่อธิบายก็แทบนึกตามไม่ทันครับ แทบเข้าไม่ถึงครับ ^ ^

>
>
>
เรื่องคำอธิษฐานตอนทำบุญใส่บาตร ทั้งที่เป็นเรื่องพื้นฐานสุดๆ ว่าควรอธิษฐานอย่างไร เป้าหมายของ"พุทธะ" คืออะไร แต่ก็ไม่มีการสอนจริงๆนั่นแหละครับ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ว่ามันเป็นหาที่ระบบการสอน หรือบุคคลกันแน่

เจ้าชายสิทธัตถะ ออกบวชทำไม? --> เพราะเห็นว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์, การเกิดแก่เจ็บตาย เป็นธรรมชาติ แล้วทำอย่างไรจึงจะพ้นความทุกข์อันเป็นสภาวะธรรมชาตินี้ได้

ทรงค้นพบเรื่องเกี่ยวกับทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ เป้าหมายของการพ้นทุกข์ และวิถีทางที่จะพ้นไปจากทุกข์ ด้วยอริยมรรค์มีองค์ ๘ คือ..ฯลฯ

นี่แค่จากวิชาศีลธรรมตอนเรียนประถมต้นเลย(ปัจจุบัน วิชาศีลธรรมทราบว่าไม่มีสอนในโรงเรียนนานแล้ว = =*) แล้วเรื่องอธิษฐานตอนทำบุญ ซึ่งเด็กที่นับถือพุทธศาสนาทุกคนควรจะรู้ ไม่มีใครสอนให้รู้ ว่าควรอธิษฐานอย่างไร มุ่งตามทางที่พระพุทธองค์เดินไว้..ไปไหน

สุทินนัง วะตะเม ทานัง : ทานอันข้าพเจ้าถวายดีแล้ว
ปริสุทธิทานัง : เป็นทานอันบริสุทธิ์ (ไม่ได้โกงชาติ ยักยอกใครเขามา)
อาสะวักขะยาวะหัง นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ : จงเป็นปัจจัยนำข้าพเจ้าไปสู่พระนิพพานอันเป็นที่สิ้นกิเลสเทอญ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 85

เหน่งบา

22/04/2015 01:34:28
984
ขออนุญาตขยายความแทนอาจารย์ ด้วยการตัดแปะ..ตามวาสนาเดิมอันตัดไม่ขาดละกันนะครับ ^ ^



ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 86

เหน่งบา

22/04/2015 02:12:59
984
ว่าแล้ว ก็ตัดแปะงานของครูบาอาจารย์ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้มาซะหน่อย

เป็นงานศิลปะที่ทุกคนเคยเห็น แต่กลายเป็นว่า มันกลายเป็นunseen กลางใจเมืองไปแล้ว คือ เห็นก็เหมือนไม่เห็น เพราะเห็นจนคุ้นชิน เห็นแล้วไม่ได้รู้สึก รับรู้อะไรมากไปกว่าสิ่งก่อสร้างอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า ถึงศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แล้ว






"โลกุตระ" (แปลตามศัพท์ คือ เหนือโลก พ้นวิสัยของโลก)งานศิลปะชิ้นนี้ อาจารย์ชลูด นิ่มเสมอ สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2534 เป็นประติมากรรมไฟเบอร์กลาสขนาดใหญ่ สูงเกือบห้าเมตร ได้ความบันดาลใจจากเปลวรัศมีของพระพุทธรูป ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของโลกุตรปัญญา หรือปัญญาที่อยู่เหนือโลกีย์ แล้วนำสัญลักษณ์นี้มาสร้างเป็นรูปทรงขึ้นตามสไตล์ส่วนตัว จนได้รูปทรงที่ดูได้หลายแง่ คือ เป็นเปลวรัศมีของพระพุทธรูป หรือเป็นบางคนก็มองเหมือนรูปมือประนมบอกความหมายของการเชื้อเชิญ ความนอบน้อมคารวะ หรือเป็นรูปดอกบัวที่หมายถึงการบูชาหรือความดีงามก็ได้

เปลวทั้งแปด หลายคนก็ตีความว่าอาจหมายถึงอริยมรรคมีองค์แปด

หรือหลายคนก็เรียก นิ้วมือ หรือมือยักษ์ = =" ก็ว่ากันไป
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 87

Ahura

22/04/2015 07:13:53



งานชิ้นนี้ชื่อว่า " 31 "
ขนาดเท่าคนจริง วัสดุทำจากไม้และเชรามิก
ภพภูมินั้นก็คือระดับจิตที่อยู่ในตัวเรานั่นเอง
เมื่อใดคิดชั่วเราก็ตกอยู่ในอบายภูมิ คิดดีเราก็ขึ้นสุขคติภูมิ
" สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ " ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 88

เหน่งบา

22/04/2015 08:07:02
ชอบอันแรกมากกว่าครับ(คิดซะว่า เสียงชาวบ้านข้างถนนที่เดินมาชมงานนะครับ ^ ^) ไม่ใช่ไม่ชอบ "๓๑" แค่ชอบอันแรกมากกว่า

กำลังอยากชม ชิ้นเด็ดที่ได้รับความสนใจอย่างสูง ขนาดโดนเชิญออกจากงานแสดงครับ 55
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 89

Ahura

22/04/2015 10:14:08
1,313
@เหน่งบา ขอบคุณสำหรับข้อมูลเสริมครับ
อันนี้เป็นสเก๊ตซ์แรกๆที่กะประมาณความสูงระหว่างองค์พระกับผู้ชม
พอทำจริงรู้สึกว่าระยะห่างน้ิยไปเลยเพิ่มส่วนสูงเข้าไปอีก

ความสำคัญของความรู้ในไตรภูมิคือ ความเข้าใจในการออกแบบพุทธสถานครับ
ไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ เจดีย์ วิหาร วัด วัง แม้แต่ผังเมือง ล้วนแล้วแต่อิงอาศัยคติไตรภูมิครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 90

Ahura

22/04/2015 10:14:59
1,313



ลืมใส่รูป
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 91

Ahura

22/04/2015 10:26:52
1,313



รายละเอียด
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 92

Ahura

22/04/2015 10:35:14
1,313



งานชื่อ " Stupa "
สถูปะ แปลว่า เนินดินหรือกองดิน ถือเป็นต้นทางจองเจดีย์ในปัจจุบัน

ส่วนฐานสีดำ แกะคำว่า นรกภูมิ ด้วยอักษรเทวนาครี
ส่วนดินดิบเป็นใบหน้าของผมจมอยู่ในฐานส่วนล่าง แกะคำว่า มนุษยภูมิ
ส่วนของหรรมิกาและบัลลังค์ทำด้วยไม้
ส่วนของฉัตรด้านใต้แกะคำว่า จักรวาล ส่วนด้านบนแกะคำว่า นิรวาณ
ขณะแสดงส่วนที่เป็นดินจะแตกไปเรื่อยๆครับ ตอนนี้คงพังไปหมดแล้ว 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 93

เหน่งบา

22/04/2015 11:33:03
984
ทำไมไม่หาทางเคลือบส่วนที่เป็นดินล่ะครับ

หรือมันจะสูญเสีย texture ของผิวดิน ???

หรือยิ่งกว่านั้น การที่รอให้ส่วนเป็นดินมันแตก คือจุดสมบูรณ์ของการออกแบบ!!!????
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 94

เหน่งบา

22/04/2015 11:34:17
984
เดี๋ยวผมต้องเริ่มเซฟภาพงานและข้อมูลของอาจารย์ให้เป้นกิจจลักษณะแล้ว

ถ้ามีภาพเพิ่มเติม แม้แต่กับงานชิ้นที่เอาลงมาแล้ว ก็เอามาโชว์ได้เลยนะครับ จะรอดู ^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 95

Ahura

22/04/2015 11:54:03
1,313
เป็นเจตนา และจุดมุ่งหมายในงานเลยครับ คือต้องการให้มันพัง !
ขณะปั้นผมจะยัดวัสดุที่มันคงตัว เช่น เศษหิน เศษอิฐ เข้าไปในเนื้อดิน
เมื่อดินเกิดการหดตัว ก็จะเกิดการปริแตกตรงจุดที่เราต้องการได้ครับ
สรรพสิ่งต้องเผชิญกับความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า วันหนึ่งมันต้องพบกับการแตกสลายครับ!
เนื้อหานี้เลยกลายมาเป็นหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผมครับ ซึ่งเริ่มมาจากงานชิ้นนี้ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 96

เหน่งบา

22/04/2015 12:00:43
984
สุนทรียภิณฑนาการ 5555

แฮปปี้นิดๆที่ตัวเองเดาถูกแฮะ ^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 97

Ahura

22/04/2015 12:01:33



ตอนปั้นเสร็จใหม่ๆ ยังไม่แตกนะครับ
แต่สังเกตุบริเวณหน้าผากนั้นเริ่มมาหน่อยๆละครับ
เสียดายไม่ได้เก็บภาพตอนมันถล่มลงมาทั้งหมด
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 98

Ahura

22/04/2015 12:11:43
1,313



มาถึงพระเอกของผลงานแล้วครับ!
ทำขึ้นหลังจากการบวชพระครั้งที่3 และศึกษาเซนอย่างจริงจัง

เชิญชื่นชมความงามด้วยสตินะครับ 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 99

เหน่งบา

22/04/2015 13:08:51
984
ว่าแร้ว ว ว ผมเห็นภาพแบบนี้แล้วแหละ จากเฟซอาจารย์ ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ

เดาอยู่เหมือนกันว่า อันนี้แหง ที่โดนอัญเชิญออก ^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 100

เหน่งบา

25/04/2015 01:11:39
984





พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ เป็นพระพุทธรูปยืนปางลีลาขนาดใหญ่ ประดิษฐานเป็นองค์พระประธาน ณ พุทธมณฑล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม พุทธลักษณะทรงยกพระบาทขวาจะก้าว ห้อยพระหัตถ์ขวาท่าไกว พระหัตถ์ซ้ายยกเสมอพระอุระป้องไปเบื้องหน้าเป็นกิริยาเดิน หล่อด้วยทองสำริดหนัก 17,543 กิโลกรัม โดยแบ่งหล่อเป็นชิ้นต่างๆ ขององค์พระ รวม 137 ชิ้น แล้วจึงนำไปประกอบกับโครงเหล็กบนฐานพระพุทธรูป เพื่อเชื่อมรอยต่อ และปรับแต่งให้เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นพระพุทธรูปสูง 15.875 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปลีลา หล่อด้วยทองสำริดที่มีลักษณะงดงาม และมีขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ [1]

โดยประยุกต์พุทธลักษณะ มาจากพระพุทธรูปปางลีลาสมัยสุโขทัย โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ชาวอิตาลี เป็นผู้ออกแบบ ซึ่งในตอนแรกที่ออกแบบไว้นั้น พระพุทธรูปมีความสูงเพียง 2.14 เมตร แต่เพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสที่พระพุทธศาสนาอายุครบ 2,500 ปี จึงได้มีการขยายขนาดเพื่อให้ได้เป็น 2,500 กระเบียด (1 กระเบียดเท่ากับ 1/4 นิ้ว) ดังนั้นพระศรีศากยะทศพลญาณฯ ในปัจจุบัน จึงมีความสูงถึง 15.875 เมตร ใหญ่กว่าขนาดต้นแบบ 7.5 เท่า[2]

ความเป็นมาของพระพุทธรูปปางนี้มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษา ณ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ภายใต้ไม้ปาริฉัตตกะ ณ ดาวดึงส์เทวปโลก เมื่อออกพรรษามหาปวารณาแล้ว จึงเสด็จลงจากเทวโลก ในการเสด็จลงจากเทวโลกนั้นเรียกกันว่า "เทโวโรหณสมาคม"

ภาพเป็นภาพเก่าหน่อยครับ ถ่ายไว้เองตั้งแต่ยังหนุ่มๆ ตอนปี ๒๕๓๕

เล่าประกอบภาพว่า องค์พระจริง งดงามกว่าในรูปมากมายนักครับ ใครมีโอกาสผ่านไป่ควรเข้าไปกราบนมัสการ และชื่นชมความงามขององค์พระ รวมถึงบรรยากาศสถานที่โดยรอบที่ออกแบบภูมิสถานไว้อย่างสวยงาม ร่มรื่น

พุทธมณฑลมีพื้นที่ถึงสองพันห้าร้อยไร่ มีสิ่งปลูกสร้างสำคัญหลายอย่าง เช่นวิหารพุทธมณฑล ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช วิหารพระไตรปิฎกหินอ่อน ฯลฯ





อีกมุมหนึ่งขององค์พระ จะเห็นความงดงามขององค์พระ ทั้งการออกแบบและการสร้าง สังเกตชายจีวรที่พลิ้วเหมือนจริง เคยไปดูของจริงมาหลายครั้ง ด้วยความประทับใจอย่างยิ่ง
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 101

เหน่งบา

25/04/2015 01:31:12
984
ฉลองครบรอบ ๑๐๐ ความเห็นไปแล้วด้วยภาพหลวงพ่อใหญ่พุทธมณฑล(ชาวบ้านจะเรียกแบบนี้) แต่ที่พุทธมณฑล สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดนอกเหนือจากองค์พระ เป็นสังเชนียสถานครับ
สังเวชนียสถาน (อ่านว่า สัง-เว-ชะ-นี-ยะ-สะ-ถาน) แปลว่า สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช เป็นคำที่ใช้เรียกสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ

สังเวชนียสถาน หมายถึงสถานที่ที่ทำให้เกิดความรู้สึกระลึกถึงพระพุทธเจ้า เกิดความแช่มชื่น เบิกบาน เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดี เมื่อได้ไปพบเห็น

สังเวชนียสถาน มี 4 แห่ง คือ

สถานที่ประสูติ
สถานที่ตรัสรู้
สถานที่แสดงปฐมเทศนา
สถานที่ปรินิพพาน

คนส่วนมาก กระทั่งผมเองตอนที่ยังไม่ทราบข้อมูล จะ"รู้จัก" สังเวชนียสถานที่พุทธมณฑลอันจำลองมา ด้วยภาพในใจแค่เห็นแท่นหิน และ ธรรมจักรศิลาสลักขนาดใหญ่ แค่นั้น (บอกคำว่าพุทธมณฑล นึกถึงกันอยู่สามอย่าง คำว่าสาย4ซึ่งรถติดทุกวัน หลวงพ่อใหญ่ และธรรมจักรใหญ่ = =")

ตอนผมไปพุทธมณฑลครั้งแรกเมื่อปี 2533 ตอนนั้นกลุ่มผม พาอาจารย์ชาวต่างชาติที่สอนไปเที่ยนครปฐม ขากลับแวะพุทธมณฑล ผมประทับใจมากกับบรรยากาศ สถานที่อันร่มรื่น องค์พระประธานพุทธมณฑล และที่ชอบมากอีกอย่างหนึ่งค่ือ สังเวชนียสถาน ที่ออกแบบคล้ายสวนสาธารณขนาดใหญ่ เป็นเกาะทีมีคูน้ำล้อมในแต่ละตำบล โดยต้องเดินไปไปตามก้อนหินเป็นสะพานข้าม แล้วก็มีแท่นหินที่สลักสวยงามเป็น landmark โดยไม่มีพระพุทธรูปอยู่่บนแท่นหิน (ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว ก็ยังหาโอกาสแวะไปเองอีกหลายครั้ง) ก็รู้แค่นั้น

อีกปีนึงถัดมา หลังจากกลับจากการไปร่วมtripศึกษาธรรมะที่สวนโมกข์ ถึงได้รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว สังเวชนียสถานที่พุทธมณฑล มีความลึกซึ้งในการออกแบบมากกว่าที่คิดไว้มากครับ แสดงถึงปัญญาอันสูงยิ่งของการออกแบบ ในการใช้สัญลักษณ์สูงสุด ในการสื่อถึง "พุทธะ"
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 102

เหน่งบา

25/04/2015 02:59:32
984









บริเวณสังเวชนียสถานสี่ตำบล (ที่จริงกว้างมากนะครับ)






ตำบลประสูติ มีหินสลักเป็นรอยพระพุทธบาทอยู่เจ็ดรอย อันหมายถึงเจ็ดแคว้นในอินเดียที่ได้ทรงเสด็จไปเผยแผ่พระพุทธธรรม





สถานที่ตรัสรู้ มีแท่นหินอยู่ใต้ต้นโพธิ์





ตำบลปฐมเทศนา มีธรรมจักรขนาดใหญ่ และ แท่นหินเปล่าๆห้าแท่น แทนปัญจวัคคีย์





แท่นหินปรินิพพาน

ไว้จะมาขยายความเพิ่มครับ ว่า ทำไม ไม่มีพระพุทธรูปในสังเวชนียสถานสี่ตำบลเลย???
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 103

SARUS

25/04/2015 15:50:13
20
ที่จริงกระทู้นี้ ไม่ค่อยกล้าเข้ามาเม้นท์ เพราะรู้สึกว่าตัวเองรู้น้อยเกินคับ

แต่คำถามน่าสนใจคับ...ทำไมไม่มีพระพุทธรูปในสังเวชนียสถาน รู้สึกคำนี้เขาใช้กับเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าด้วยนี่คับ แล้ว ทำไมไม่มีพระพุทธรูปเลย

รออ่านคำเฉลยคับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 104

เหน่งบา

26/04/2015 01:33:31
984
แถมรูปนึงครับ อาจารย์ศิลป์ กับพระต้นแบบ






ไว้มาเฉลยครับ วันนี้ไปงานศพที่ลำลูกกา กลับมาเกือบตีหนึ่ง
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 105

Ahura

26/04/2015 09:48:10
1,313



องค์ต้นแบบนี้ สามารถเข้าไปชมได้ในหอต้นแบบ ซึ่งตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยศิลปากรครับ
สิ่งที่ทำให้พระองค์นี้มีความพิเศษคือ การปฏิวัติกระบวนทัศน์ในการปั้นพระในประเทศไทย
โดยนำเอาหลัก academic แบบตะวันตกมาใช้ในการปั้นครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 106

เหน่งบา

26/04/2015 12:45:37
984
ผมว่า อาจารย์ลองตั้งกระทู้แนะนำพาชมสถานที่ที่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปทัศนศึกษาได้ หรืองานศิลปะกลางแจ้ง ในเขตมหาวิทยาลัยศิลปากรไว้สักกระทู้หนึ่งก็ดีนะครับ เพราะแค่หอต้นแบบนี้อย่างเดียว หากเข้าไปชมได้ ก็ไม่เสียทีที่ได้เข้าไปในมหา'ลัยแล้วละครับ ^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 107

Ahura

26/04/2015 13:15:29



นอกเหนือจากพระศรีศากยะทศพลญาณฯ แล้ว
ภายในหอประติมากรรมต้นแบบยังมีต้นแบบงานอนุสาวรีย์ที่สำคัญๆในประเทศไทย
ซึ่งเราจะได้เห็นงานในอีกมุมมองที่ไม่ได้ตั้งบนฐานสูง และได้รายละเอียดที่ผู้ปั้นถ่ายทอดอย่างเต็มที่ ( งานหล่อบรอนซ์รายละเอียดจะสูญหายราว 20-30% )
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 108

Ahura

27/04/2015 10:45:31
1,313



ระหว่างรอข้อมูลเกี่ยวกับพุทธมณฑลจากคุณเหน่งบา ผมขอแทรกเกร็ดเล็กๆน้อยๆนะครับ
ในยุคสมัยหลังพุทธกาล ความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธองค์นั้นอยู่ในสถานะที่ทรงเป็น"หลักการแห่งธรรมะ " โดยไม่ได้ดำรงอยู่ในฐานะมนุษย์ รูปร่างมนุษย์ของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าเปลือกที่ห่อหุ้ม จึงไม่นับว่าเปลือกนี้เป็นลักษณะที่ดี พอที่จะอธิบายพุทธลักษณะได้
ดังนั้นพุทธศิลป์ในช่วงพ.ศ.ที่ 1 - 500 ชาวพุทธจะกราบไหว้ หรือระลึกถึงพระพุทธเจ้าในรูปลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ต่างๆมากมาย ที่สามารถสื่อสะท้อนความเป็นพุทธะ ที่น้อมนำศรัทธาสู่ด้านในของพระพุทธองค์ มากกว่าเปลือกนอกที่ห่อหุ้ม
รอยพระพุทธบาท ( foot print ) ก็เป็นรูปลักษณ์หนึ่งที่ใช้เป็นภาพลักษณ์ ( image ) ที่สื่อสะท้อนถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 109

Ahura

27/04/2015 11:20:41



ศิลปะสาญจี ราว พ.ศ. 300 สมัยราชวงศ์โมริยะ
บริเวณโตรณะ ( ซุ้มประตู )
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 110

Ahura

27/04/2015 12:54:27
1,313



บ้างก็ใช้สัญลักษณ์ต้นพระศรีมหาโพธิ์
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 111

Ahura

27/04/2015 13:01:23
1,313



บ้างก็ใช้สัญลักษณ์กวางหมอบ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 112

Ahura

27/04/2015 13:12:01
1,313



บ้างก็ใช้สัญลักษณ์กงล้อ หรือธรรมจักร
ซึ่งส่วนใหญ่มักสื่อถึงการเผยแผ่พระธรรม
แต่ในภาพนี้เป็นกงล้อที่ตั้งอยู่บนเสา ซึ่งมีการตีความถึงการบรรลุอรหันต์
ส่วนของเสาแสดงถึง "แกนจักรวาล " และเป็นเส้นทางของการบรรลุที่พุ่งสู่ดวงอาทิตย์
ส่วนของกงล้อแสดงถึง " ดวงอาทิตย์ " และกลางดุมล้อคือ " สุริยทวาร " ที่อรหันต์จะเข้าไป
ซึ่งเมื่อล่วงพ้นแล้วจะถือว่าเป็นการออกนอกจักรวาล และตัดขาดจากการเชื่อมโยงกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่ในจักรวาล
ซึ่งก็คือแดนนิพพานนั่นเองครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 113

Ahura

27/04/2015 13:30:31
1,313



รูปนี้ผมวาดไว้นานแล้ว ด้วยสีอครีลิคเนื้อหาเกี่ยวกับ สุริยทวาร
ที่ไร่แม่ฟ้้าหลวง จ.เชียงราย โดยบรรยายเนื้อหาด้วยภาษาบาลี
วันนั้น ว. วชิรเมธี ท่านมายืนดูผมวาดอยู่นาน ยืนอ่านเนื้อความสักพักก็เลยถามว่า "เขียนบาลีได้ด้วยเหรอ ? "
ผมก็ยิ้มๆ ท่านก็ยิ้มๆ แล้วก็เดินจากไป
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 114

เหน่งบา

27/04/2015 14:06:26
984
พระพุทธรูป มีขึ้นในโลกประมาณ๗๐๐ปี หลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน

ช่วงก่อนมีพระพุทธรูป มีการทำสิ่งที่สื่อถึงพระองค์หลายอย่าง ไม่ว่า สถูป เจดีย์ ภาพสลัก

แล้วในเมื่อยังไม่มีการทำพระพุทธ สิ่งที่สื่อถึงพระพุทธเจ้าคืออะไร

ก็จะเป็นการใช้สัญลักษณ์ต่างแทนครับ ไม่ว่าจะเป็นภาพดอกบัว ภาพเสาไฟ ภาพพระพุทธบาท และ รวมถึงสัญลักษณ์ที่คนเมื่อสองพันกว่าปีก่อน เห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกต้องที่สุด ในการสื่อถึงพระพุทธเจ้า คือ "ความว่าง"

มีผลงานหินแกะสลักมากมายหลายยุค หลายถิ่น ก่อนที่จะมีพุทธรูป ที่เป็นภาพพุทธประวัติ แสดงเหตุการณ์ตามพุทธประวัติ โดยมีสิ่งของ บุคคลต่างๆตามเรื่องราว ยกเว้นอย่างเดียว คือไม่มีรูปหรือภาพของพระพุทธเจ้า เราจะเห็นภาพบัลลังก์ว่าง ต้นโพธิ์ที่โคนต้นว่างเปล่า ฯลฯ อยู่มากมาย

ไม่ใช่ว่าต้นโพธิ์ บัลลังก์ หรืออาสนะที่ว่างเปล่านั้นคือพระพุทธเจ้า หากแต่ ความว่างเปล่าที่โคนต้นโพธิ์ ความว่างเหนือบัลลังก์ ความว่างเหนืออาสนะ...ว่างจากตัวตน บุคคลต่างหาก ที่แสดงสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์ ความว่าง คือสัญลักษณ์สูงสุดที่คู่ควรกับการใช้เพื่อสื่อถึง พุทธะ อันจริงแท้ ที่ไม่อาจแสดงด้วยภาพ หรือแบบหรือรูปบุคคลใดได้

สังเวชนียสถานที่พุทธมณฑลก็เช่นกันครับ ไม่ใช่แท่นหิน ไม่ใช่ต้นโพธิ์ ไม่ใช่ธรรมจักร ที่แทนพระพุทธเจ้า หากแต่ความว่างเหนือแท่นหินประสูติ ความว่างเหนือแท่นหินใต้ต้นโพธิ์ ความว่างเปล่าหน้าธรรมจักรต่างหาก ที่เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์ แม้ในตำบลปฐมเทศนา ความว่างเหนือแท่นหินเล็กห้าแท่น ก็เป็นสิ่งที่สื่อถึงปัญจวัคคีย์ทั้งห้า

ตัดแปะงานเขียนของท่านพุทธทาส มาบรรยายเพิ่มเติมนะครับ จากหนังสือ ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก ยุคก่อนมีพระพุทธรูป

'...เมื่อความสำคัญของภาพพุทธประวัติชุดนี้อยู่ที่การไม่ยอมทำรูปพระพุทธองค์เป็นรูปมนุษย์ (anthropomophic image) แต่พยายามทำเป็นสัญลักษณ์ (symbol) ไปเสียทั้งนั้น ดังนี้แล้ว ปัญหาย่อมเกิดขึ้นว่า ทำไมจึงไม่ยอมทำ ? ถ้าเราตอบคำถามข้อนี้ได้ เราจะเข้าใจอะไรมากมายหลายอย่าง ในทางศิลปะ โบราณคดี ประวัติของศาสนา กระทั่งหลักธรรมะในขั้นสูงเช่นเรื่องความไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน เป็นต้น

สิ่งที่อาจจะแสดงได้ด้วยรูปของมนุษย์นั้น เป็นเพียงเปลือกนอกของสิ่งที่เรียกว่าพระศาสดาที่แท้จริง อันจะเป็นที่พึ่งของเราได้ ถ้าเราแสดงภาพของพระภควันด้วยรูปร่างมนุษย์เช่นนั้น เราก็เป็นคนตู่พระภควัน หรือแสดงพระภควันในลักษณะที่เป็นของเท็จหรือของปลอมออกมา เพราะว่าใครจะไปทำภาพของหน้าตาแขนแมนของพระองค์ให้เหมือนของจริงได้, หรือว่าใครจะแสดงอารมณ์ (mood) อันแท้จริงที่พระพักตร์ของพระพุทธรูปนั้นให้เหมือนของจริงหรือถูกต้องได้, ย่อมทำไปตามอารมณ์ของผู้ทำเอง จนมีมากแบบมากชนิด น่าเกลียดน่าชังก็มี เป็นเจ้าชู้ไปก็มี, บูดบึ้งไม่สมกับความเป็นพระภควันไปก็มี มากมายเหลือที่จะกล่าวได้

ทีนี้ ในระดับสูงสุด คือการทำสัญลักษณ์นั้น ถ้าทำเป็นภาพอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นรูปหรือแบบขึ้นมา ก็ต้องเผชิญกันกับความชำรุดเป็นธรรมดา ดังนั้นคนที่ฉลาดที่สุดจึงใช้ "ความว่าง" เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่รู้จักชำรุดทรุดโทรมหรือเปลี่ยนแปลงได้แม้แต่นิดเดียว นับว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ยอดสุดของสัญลักษณ์ทั้งหลาย เมื่อไม่มีอะไรจะกระทบกระทั่งต่อ "ความว่าง" ได้ฉันใด ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะกระทบกระทั่งพระภควันพระองค์จริง อันเป็นอนันตกาลได้ฉันนั้น ดังนั้นพุทธบริษัทในอินเดีย สมัย พ.ศ. ๓๐๐–๖๐๐ จึงไม่ยอมทำรูปเคารพแก่พระพุทธองค์, แต่ได้ทำสัญลักษณ์ในขั้นที่ฉลาดที่สุด คือ ความว่างแทน...'

และนี่คือ ภูมิปัญญาของคนสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน ที่ยังสืบทอดมาให้เราพบเห็น และศึกษาเรียนรู้ ณ ปัจจุบันนี้ครับ ^ ^


(ขออภัยที่ตอบช้าไปหน่อย ยังดีที่มีอาจารย์Ahura มาให้ข้อมูลความรู้ซึ่งน่าจะกว้างขวางลึกซึ้งกว่าผมอีกนะครับ

ปล.ภาพวาด งดงามมากครับ อาจารย์
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 115

SARUS

27/04/2015 14:11:54
20
รออ่านมาตั้งนาน เห็นความเห็นของอาจารย์อฮูร่าแล้วก็พอเข้าใจรางๆ แต่มาอ่านคำตอบที่ว่า ใช้ความว่างเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้านี่ อึ้งไปเลยครับ....ลึกล้ำจริงๆ

ทีแรกดูภาพที่พี่เหน่งบาเอามาลงก็งั้นๆครับ เห็นแท่นหิน เห็นธรรมจักร แต่พอมาอ่านคำตอบที่ว่า ให้ดูความว่างเหนือแท่นหินนี่ ต้องย้อนความเห็นไปดูใหม่อย่างพิจารณาเลยครับ สติปัญญาคนโบราณนี่ สูงส่งแท้
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 116

Ahura

27/04/2015 14:35:14



แล้วถ้าเป็นแบบนี้ล่ะครับ! คุณเหน่งบา
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 117

เหน่งบา

27/04/2015 14:35:30
984
ที่จริงศาสนาอื่น หลายศาสนา ก็ไม่มีรูปเคารพนะครับ คริสต์ แต่เดิม ใช้ไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์แทนพระเยซู ที่มีรูปพระเยซู รูปพระแม่มารี นี่ก็มาสร้างเพิ่มในภายหลัง

ก็มีแต่อิสลามแหละครับ ที่ยังคงทำตามคำสอนอย่างเคร่งครัด ไม่ยอมทำ และไม่มีรูปเคารพใดๆทั้งสิ้น (ข้อมูลจากหนังสือท่านพุทธทาสอีกแหละครับ)
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 118

SARUS

27/04/2015 14:43:16
20
กำลังจะถามว่า แบบนี้ ก็น่าจะเป็นแนวคิดในการต่อต้านการมีพระพุทธรูปใช่ไหมคับ พี่เหน่งบา และแล้วก็เห็นรูปอาจารย์อฮูร่า ใน คห.116 = =*

อยากฟังความเห็นว่า พี่เหน่งบาจะตอบความเห็น 116 และ 118 อย่างไร 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 119

Ahura

27/04/2015 15:24:52
1,313
ในราวปี 2490 ท่านพุทธทาสได้ปาฐกถาที่พุทธสมาคม ในหัวข้อ " ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม "
โดยไคลแมกซ์อยู่ที่คำพูดที่ว่า

" การไหว้พระพุทธรูป คือ ภูเขาขวางกั้นพุทธธรรม " และ

" พระพุทธเจ้า คือ ภูเขาลูกมหึมา ที่ขวางกั้นพระนิพพาน "

ปาฐกถาดังกล่าวสร้างความฮือฮาและกระแสความขุ่นเคืองของชาวพุทธที่มีต่อพระหนุ่มอินดี้ผู้นี้!
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 120

เหน่งบา

27/04/2015 15:42:29
984
ระวังพระพุทธรูป บังพระพุทธเจ้า
ระวังคัมภีร์ใบลาน บังพระธรรม
ระวังลูกชาวบ้านห่มผ้าเหลือง บังพระสงฆ์

^ ^ บวกกับพี่ในทางธรรมของท่าน ท่านปัญญานันทะ ก็จะมีคำกล่าวทำนองว่า ท่านเป็นคอมมิวนิสต์เลยละครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 121

เหน่งบา

27/04/2015 20:49:37
984
ตอบความเห็น 116 ก่อน ที่พอทราบมา ผมเดาว่า น่าจะเป็นพระพุทธรูปในลัทธิตันตระ ซึ่งเป็นกิ่งของพุทธนิกายวัชรญาณในธิเบต

พระพุทธรูปลักษณ์ดั้งเดิมของนิกายวัชรยานมิได้เป็นเช่นที่เห็น หากเป็นของเฉพาะลัทธิตันตระที่แตกตัวออกไปเป็นแขนง (Sect) พระพุทธลักษณ์ดั้งเดิมนั้นเป็นปางสมาธิ ทรงสงบนิ่ง พระหัตถ์เบื้องขวาประทับวางไว้บนพระหัตถ์เบื้องซ้าย มิได้แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป พระพุทธลักษณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป รุ่นใหม่ที่ประดิษฐ์ออกมามีการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อฝ่ายหญิงซึ่งเชื่อกันว่าเป็นอิทธิพลจากลัทธิตันตระของฝ่ายฮินดูที่สะท้อนกลับมาอีกทอดหนึ่ง หรือขึ้นอยู่กับผู้จัดทำว่า ทำพระพุทธรูปขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ใด

พุทธตันตระที่เกิดก่อนนั้น ต่างไปจากฝ่ายตันตระของศาสนาฮินดูที่ลอกเลียนไปใช้ในภายหลัง และไม่ได้รับความนิยมเนื่องจากได้บิดเบือนความเชื่ออันบริสุทธิ์ของฝ่ายพุทธในเรื่อง 2 เพศที่เป็นหนึ่งเดียวซึ่งในการตรัสรู้ของพระพุทธองค์จะขาด 2 ปัจจัยนี้ไม่ได้

ฝ่ายฮินดูมีเทวรูปของตนกอดกับสตรีเพศที่ร่างเปล่าเปลือยเช่นกัน แต่เน้นไปในเรื่องการร่วมเพศตามความเชื่อ โดยพยายามสะท้องให้เห็นว่าอิสตรีนั้นเป็น “ศักดิ์” (Shakti) หรือ “อำนาจ” ชนิดหนึ่ง ขณะที่เทวรูปไศวะ (Siva) เป็น “ปัญญา” (Wisdom) ซึ่งจะต้องเอาชนะ “อำนาจ” อันเป็นราคะ ขณะที่ฝ่ายพุทธไม่มีความเชื่อในเรื่อง “ศักดิ์”

แต่ในปัจจุบันลัทธิตันตระของฝ่ายฮินดูไม่มีเหลืออยู่อีกแล้วในอินเดีย เนื่องจากไม่ได้รับความนิยม เพราะไม่สอดคล้องกับความจริงทั้งในทางโลกและทางธรรม

ตรงข้ามกับฝ่ายวัชรยานแห่งทิเบต ที่แสดงพระพุทธองค์เป็นตัวแทนแห่ง “เมตตา” (Passion) และสตรีเพศเป็น “ปัญญา” (Wisdom) ซึ่งจะต้องรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน และเป็นหนึ่งเดียวกัน มิเช่นนั้นการตรัสรู้ย่อมไม่อาจจะเกิดขึ้น

ที่เคยอ่านมา รู้อยู่แค่นี้ครับ ^ ^ ต้องขอให้ผู้รู้ ให้อรรถาธิบาย่โดยละเอียดและเข้าใจง่ายให้ด้วยครับ (ถ้ายาวๆ หาอ่านหนังสือเอาพอจะได้...แต่อ่านแล้วก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่ดี เหมือนผมนั่นแหละครับ) 555




ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 122

เหน่งบา

27/04/2015 21:08:20
984
ส่วนความเห็น 118 ก่อนอื่น ขอเพิ่มเติมข้อความจากหนังสือของท่านพุทธทาสอีกเล็กน้อยนะครับ '....การทำสัญลักษณ์นั้น ถ้าทำเป็นภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นรูปหรือแบบขึ้นมา ก็ต้องเผชิญกันกับความชำรุดเป็นธรรมดา ดังนั้น คนฉลาดที่สุดจึงใช้ "ความว่าง"เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่รู้จักชำรุดทรุดโทรมหรือเปลี่ยนแปลงได้แม้แต่นิดเดียว นับว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ยอดสุดของสัญลักษณ์ทั้งหลาย เมื่อไม่มีอะไรกระทบกระทั่งต่อ"ความว่าง"ได้ฉันใด ก็ย่อมไม่มีอะไรกระทบกระทั่งพระภควันพระองค์จริง อันเป็นอนันตกาลได้ฉันนั้น ดังนั้นพุทธบริษัทในอินเดีย สมัย พ.ศ.๓๐๐ - ๖๐๐ จึงไม่ยอมทำรูปเคารพแก่พระพุทธองค์ แต่ได้ทำสัญลักษณ์ในขั้นที่ฉลาดที่สุด คือ ความว่างแทน....'

>
>
>

ที่นี้ ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ผมยอมรับว่า หลักการที่ท่านพุทธทาสว่ามา ถูกนักครับ เพราะที่จริง ปั้นแต่งอย่างไร ไม่มีทางเหมือนองค์จริง

แต่มันมีมุมมองที่ไม่ใช่ปลีกย่อยด้วยซ้ำให้มองได้หลายมิติ ซึ่งตรงนี้ผมอยากให้อาจารย์อหุระลองให้คำอธิบายเรื่องความเชื่อ ปรัชญา และแง่มุมในทางศิลปะด้วยครับ

สำหรับผมเอง เอาสั้นๆนะครับ มองแยกประเด็นครับ มองตื้นๆคิดตื้นๆด้วยซ้ำ ผมมองแยกเป็นพุทธธรรม กับพุทธศิลป์ครับ

ความเชื่อ คติในการสร้างพระพุทธรูปนอกเหนือจากแง่มุมทางศิลปะ บางท่าน อาจว่าเป็นเปลือก ไม่ใช่แก่น แต่"คน"ก็มีหลายระดับครับ ต้นไม้เองก็ไม่ได้มีแต่แก่น เปลือกก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งของต้น ทีนี้เราต้องมีกระบวนการสอน ที่เมื่อดึงดูให้คนเข้ามาด้วยเปลือก แล้วจะศึกษาให้ถึงแก่นได้อย่างไร ผมตอบสั้นๆแค่นี้นะครับ ^ ^

ส่วนเรื่องพุทธศิลป์ หรือ แง่มุมพุทธปรัชญา ตามอ่านความรู้เต็มเหยียดได้จากอาจารย์อหุระกันดีกว่าครับ ผมก็รอจะได้ความรู้จากพี่ท่านอยู่เหมือนท่านอื่นๆครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 123

เหน่งบา

27/04/2015 22:02:44
984
แตะประเด็นนี้แล้ว ผมมีรีเควสท์ครับ 555 ไหนๆอุตส่าห์เริ่มเรททั้งที ขอแบบสุดทางเลยนะครับ

ยิงลูกโดดไปคำเดียวเลย..ขชุรโห ^ ^

บอกแบบไม่อ้อมค้อมว่า ผมพอรู้ตรรกะ แนวคิดของเรื่องนี้ แต่ยังไม่เคยขยันหา"ดู"ให้กระจะตา

หาอาจารย์จะกรุณาจัดหนักให้ก็เป็นพระคุณครับ อิอิอิอิ... แล้วผมจะบรรยายเสริมทีหลัง(เรื่องตรรกะตามที่คนที่ผมเชื่อตีความ ไม่ใช่เรื่องรายละเอียดของงานศิลป์ที่นั่น = =")
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 124

Ahura

27/04/2015 22:03:34
1,313



" เสพกามเพื่อบรรลุธรรม " เป็นไอเดียที่น่าลิ้มลองมาก 5555
ฮินดูกับพุทธนี่เป็นไม้เบื่อไม้เมาจริงนะครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง " โคตมะ " นี่ฮินดูถือเป็นผู้ก่อการร้ายนะครับ! คอยบ่อนทำลายความเชื่อในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบวรรณะ การบูชายัญ บูชาไฟ ฯลฯ
ทั้งสองศาสนาจึงแข่งขันกันเรื่อยมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิ้นพุทธองค์แล้ว การแตกนิกายเพื่อให้เหนือกว่าคู่แข่งจึงเป็นไปอย่างแพร่หลาย และมีอาการ " บิด " ออกจากหลักคำสอนเดิมของพุทธองค์
อย่างไรก็ดี ทุกลัทธิล้วนมีจุดมุ่งหมายคือการหลุดพ้น แต่แตกต่างกันไปตามวิธีการอันหลากหลาย และยังคงเป็นวิธีปฏิบัตินิยม ( pragmatism ) อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
ตันตระก็เช่นกัน ที่มุ่งผลในทางปฎิบัติหากแต่พุทธภาวะนั้นเป็น " วัตถุแห่งโลกภูมิ " และความเป็นพุทธะนั้นก็ดำรงอยู่ในตัวเราทุกคน นิพพานและโลกนี้เป็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นผลสำเร็จจากการปฏิบัติจึงมีสองด้านทั้งโลกิยะและโลกุตระ
ตันตระแบ่งตัวออกเป็นด้านซ้ายและขวา ฝ่ายขวาคือ มิ-ซุง ในจีน หรือ ชิน-กอน ในญี่ปุ่น นับถือฝ่ายชาย เช่น ไวยโรจนะ อวโลกิเตศวร ฯลฯ
ฝ่ายซ้ายคือ วชิรยาน นับถือ " ศักติ " หรือพลังอำนาจของสตรี ซึ่งฐานความคิดมาจากพวกดราวิเดียน หรือ มิรขะ หรือทราวิฑ (ชื่อเยอะจัง ) คือคนพื้นเมืองดั้งเดิมแถบลุ่มน้ำสินธุที่ถูกพวกอารยันขับไล่ (เคยกล่าวไว้ในคอมเมนท์บนๆ) พวกนี้มีความเชื่อระบบแม่เป็นใหญ่ ดังนั้นโพธิสัตว์ของลัทธินี้จึงมีเมีย และพระก็มีเมียได้ ( นึกถึงอิ๊กคิวซัง )
ดังนั้นทัศนคติทางกามารมณ์ จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรขจัดออกไปเช่นลัทธิอื่น หากแต่การหลอมรวมชายและหญิง คือเมตตาและปัญญา (อย่างที่คุณเหน่งบาบอก) ย่อมเต็มเปี่ยมไปด้วย " ความสุขสุดยอด " เพื่อจะนำไปสู่ความหลุดพ้น
จึงเป็นที่มาของคติการสร้างพระพุทธรูปแบบ ยับ-ยุม (Yap- Yum ) แปลว่า พ่อ-แม่ ดังนี้แลฯ
ป.ล.ดึกๆอย่างนี้ชักอยากหลุดพ้นตะหงิดๆ 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 125

SARUS

28/04/2015 07:13:39
20
มาย้อนอ่านหลายเรื่องในกระทู้ โดนใจมากกับประสพการณ์ของอาจารย์อฮูร่าเกี่ยวกับเรื่องพระยอดขุนพลวัดเขาอ้อ และ อึ้งกับประโยคนี้คับ

"ภาพพระยอดขุนพลองค์นี้เป็นของผมที่เปิดเจอในเวป ซึ่งก็คงหาไม่ยาก พระมีแค่ 2,500 องค์ สุดท้ายผมได้แต่หวังว่าเจ้าของคนใหม่จะมีบุญบารมีมากพอที่จะใช้และควบคุมพระยอดขุนพลนะครับ !"

อ่านแล้วทำให้นึกถึงกระทู้เก่าเฮียเหน่งบาที่ว่าด้วยเรื่องกระดูกะโหลกแม่นาค

"คุณหญิง ด็อกเตอร์วินิตา (วินิจฉัยกุล) ดิถียนต์ เจ้าของนามปากกา ว.วินิจฉัยกุล และ แก้วเก้า
ได้รับแรงบันดาลใจจากคำบอกเล่าเกี่ยวกับเกร็ดพระประวัติส่วนหนึ่ง ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอาภากร กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ โดยผู้เล่าคือ น.ต.ภากร ศุภชลาศัย ร.น.
ซึ่งเป็นหลานตาของเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพร

...มีของขลังหลายอย่างบนตำหนัก รวมถึงกะโหลกของนางนาคพระโขนง ซึ่งก่อนกรมหลวงชุมพรสิ้นพระชนม์
ทรงมอบของพวกนี้ให้พระธิดาองค์ใหญ่(ซึ่งเป็นมารดาของผู้เล่า) นำไปถ่วงทิ้งน้ำที่ปากอ่าวให้หมด
เพราะไม่มีใ่ครมีวิชา มีบารมีพอจะครอบครองได้อีก

หลังจากทิ้งของจมหายไปในน้ำ ก็เห็นควันสีเทาหม่นลอยพลุ่งขึ้นจากพื้นน้ำแลเห็นถนัด
ราวกับใครเผาอะไรให้เห็นตรงหน้า กลุ่มควันไม่ใหญ่นัก แต่ก็เห็นชัดว่า มันม้วนเป็นเกลียว
ขึ้นมาพ้นผิวคลื่น แตกกระจายเมื่อลมพัดปะทะ แล้วก็สลายไปตามแรงลม..."

อาจารย์คับ แล้วพระเครื่องอื่น ที่ไม่มีเงื่อนไขขั้นวิกฤตขนาดนั้น ก็มีไม่ใช่เหรอคับ ดูท่าอาจารย์น่าจะกว้างขวางในวงการนี้แน่ ทำไมไม่เล่นของอื่นล่ะครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 126

Ahura

28/04/2015 15:11:35
1,313



@SARUS ครับ
ก็อย่างที่คุณเหน่งบาบอกไว่ว่า ใช้เปลือกดึงดูดเพื่อเข้าหาแก่น
พระหรือวัตถุมงคลสายคงกระพันชาตรี หรือสายเหนียวมีความแตกต่างจากพระหรือวัตถุมงคลสายอื่นๆเช่น เมตตามหานิยมหรือแคล้วคลาด ไม่ว่าจะเป็นการปลุกเสกหรืออำนาจทางพุทธคุณที่ประจุไว้ในองค์พระ และวัตถุมงคลที่มาจากการใช้วิชาอาคมหรืออำนาจจิตอะไรก็ตามแต่
การเห็นผลหรือส่งผลนั้นต้องประกอบขึ้นด้วยกันระหว่างผู้สร้างและผู้ใช้ ในหมวดหมู่พระกู้ชาติ หรือนักรบใช้ออกรบส่วนหนึ่งนอกจากการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการสู้รบ ยังเป็นอุบายให้ผู้ใช้มีสมาธิจดจ่อ ไม่ว่อกแว่กออกนอกลู่นอกทาง จึงยังผลถึงต้องมีการปฏิบัติตนในกรอบศีลธรรมจรรยา
พระและวัตถุมงคลในสายของเขาอ้อแทบทุกรุ่นจะต้องมีคู่มือการใช้ครับ เป็นใบฝอยบ้าง เป็นตำราเล่มเล็กๆบ้าง ในนั้นเกือบ 70 % จะเป็นเรื่องของการควบคุมลมหายใจ การทำสมาธิ การกำหนดจิต การท่องภาวนาบทสวด ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นวิถีทางของชาวพุทธพึงปฏิบัติ ซึ่งคนที่ยึดโยงอยู่กับวัตถุเหล่านี้จะซึมซับมันไปแทบไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นวิธีการน้อมนำธรรมะเข้ามาสู่จิตใจได้อย่างแยบยล
ส่วนเรื่องอิทธิปาฏิหารย์มันเป็นเรื่องผลพลอยได้และเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ซึ่งมันอาจจะเป็นอุปาทานหรืออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีจริง ผู้ใช้จะทราบเองพูดไปมันก็เหมือนอวดอุตริครับ (คล้ายๆเรื่องหูฟังเลยนิ ! 555 )
ประสบการณ์เหนือจริงที่ได้รับ ท้ายสุดแล้วมันก็คือเปลือกนอกที่ห่อหุ้มพุทธธรรมไว้แค่นั้นครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 127

Ahura

29/04/2015 10:13:14



กลับมาที่ไตรภูมินะครับ
วิมานฉิมพลีของเหล่าครุฑตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของเขาพระสุเมรุ
อุโบสถของวัดพระแก้วจะมีชั้นครุฑประดับอยู่
นั่นหมายความว่าตัวอุโบสถคือเขาพระสุเมรุครับ โดยมีองค์พระแก้วเป็นจุดศูนย์กลางของการ " กระเพื่อม" ออกของสัตตบริภัณฑ์ หรือพื้นที่พุทธาวาสโดยรอบ เช่น ระเบียงคตเป็นต้น
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 128

Ahura

29/04/2015 10:19:17
1,313



วิหารวัดพระเชตุพน หน้าบันจะประดิษฐานรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
นั่นหมายความว่าพื้นที่หน้าบันคือส่วนของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
และตัววิหารคือเขาพระสุเมรุครับ ส่วนทางเดินรอบวิหารคือนทีสีทันดรครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 129

Ahura

29/04/2015 10:24:31
1,313



โทดครับรูปบนเป็นหน้าบันวิหารวัดสุทัศน์ครับ ขออภัย
ส่วนผังของวัดพระเชตุพน ส่วนอุโบสถคือเขาพระสุเมรุ ส่วนรอบคือเขาสัตตบริภัณฑ์ และมีทวีปทั้ง 4 ทิศ
ชมพูทวีปอันเป็นที่อยู่ของโลกเรา อยู่ทิศใต้ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 130

Ahura

29/04/2015 10:37:06
1,313



พุทธจักรวาลวิทยาครับ
เป็นที่น่าสังเกตว่าในทางวิทยาศาสตร์ สุริยจักรวาลของเราก็ตั้งอยู่ในทิศใต้ของแกแลคซี่ทางช้างเผือกด้วยครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 131

Ahura

29/04/2015 10:52:35
1,313
จะเห็นได้ว่าจักรวาลทัศน์ของคนโบราณ จะเป็นลูกกลมๆ และมีหลายลูกดั่งเม็ดทราย
โดยพื้นที่ว่างระหว่างจักรวาลแต่ละลูก จะเป็นที่ตั้งของนรกโลกันต์ซึ่งอยู่นอกจักรวาลครับ (มีสถานะคล้ายแดนนิพพาน)
ดังนั้นเมื่อสิ้นกัลป์ ไฟจะประลัยสิ้นทั่วทั้งจักรวาล สัตว์นรก เดรัจฉาน อสูร มนุษย์ เทวดา พรหม (ต่ำกว่าชั้นอาภัสรา ) ล้วนตายเรียบครับ
ฉะนั้นพวกที่รอดจะมีสองกลุ่ม คือ โลกันตนรก และ แดนนิพพาน
ดังนั้นการรอดจากไฟประลัยกัลป์จะต้องทำดีแบบสุดขั้ว ! ไม่ก็ทำชั่วแบบสุดขั้ว! ครับ 555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 132

Ahura

29/04/2015 12:58:01
1,313



เมื่อเข้าใจไอเดียของพุทธจักรวาลแล้ว ก็ลองมาดูไอเดียในการออกแบบพุทธศิลป์
ยกตัวอย่างต้นทางของเจดีย์ที่มีลักษณะโอคว่ำ หรือระฆังคว่ำ
ถ้าจักรวาลเป็นลูกฟุตบอล ครึ่งล่างที่จมน้ำ คือพื้นที่ ของนรก ดิรัจฉาน เปรตวิสัย และอสูรกาย ซึ่งเป็นทุกขคติภูมิ
ส่วนที่พ้นน้ำคือ มนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม ซึ่งเป็นสุขคติภูมิ
ดังนั้นลักษณะของเจติยะทั้งหลายจึงสื่อถึงด้านครึ่งบนที่เป็นสุขคตินั่นเอง
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 133

เหน่งบา

29/04/2015 14:16:01
984



ไม่ว่างมาต่อกระทู้ แต่อุตส่าห์มากวนรอบบ่ายครับ 5555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 134

Ahura

29/04/2015 15:25:50
1,313
ลูฟว์ ผมไปมา 2 ครั้งก็ยังดูงานไม่หมดครับ ( 2 แสนชิ้น )
บริเวณนี้ถือเป็น landmark และเป็นจุดเชื่อมต่อรถไฟใต้ดินกับลูฟว์ ส่วนด้านบนจะเป็นบริเวณขายตั๋ว (ค่าเข้าพันกว่าบาท )ถูกมั่กๆ 55
แต่ถ้าในนวนิยายของ Dan Brown จุดนี้คือที่ฝังศพของ Mary Magdalene เมียของพระเยซูครับ!
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 135

เหน่งบา

29/04/2015 15:38:01
984
คือ ผมไม่รู้รายละเอียดหรอกครับ ดาวินชีโค้ดก็ดูไปหลับไป

เพียงแต่หารูปปิรามิดกลับหัวมากวน(...)สถูปหรือสิ่งก่อสร้างทั่วไปที่สร้างฐานใหญ่ปลายเล็กเฉยๆครับ5555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 136

Ahura

29/04/2015 16:02:32
1,313
คติการสร้างปิรามิดมาจากความเชื่อในการสร้างโลก ( Genesis ) ของอียิปต์
ในจักรวาลอันมืดมิดและเต็มไปด้วยห้วงน้ำ " นัน " อันกว้างใหญ่
เทพเจ้าอตุมปรากฏขึ้นและทรงยกเนินดินขึ้นพ้นห้วงน้ำ และเกิดดวงอาทิตย์ขึ้นตามมา
ดังนั้นปิรามิดคือเนินดินดังกล่าวครับ
จะเห็นได้ว่าคติการสร้างงานของคนยุคโบราณจะอ้างอิงความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลเป็นหลักครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 137

เหน่งบา

29/04/2015 17:42:08
984
ตำนานว่า สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น เดิมเป็นพิภพของอสูร (ย้ำ อสูรนะครับ ไม่ใช่มาร ไม่ใช่ยักษ์ เพราะคนละพวกกัน) แล้วเสียท่าเทวะ ถูกแย่งชิงไป จับโยนลงมา แต่ด้วยบุญญาธิการ เลยเกิดภพอสูรขึ้นมารองรับ จากนั้นมาก อสูรก็ทำสงครามกับเทวะเพื่อขอคืนพื้นที่..เทวาสุระสงคราม

เขตระหว่างอินทรา และอสูร จะมีนาคา ครุฑา กุมภัณฑ์ และยักษา รวมถึงท้าวจัตุโลกบาลเฝ้ารักษา(คือก่อนจะถึงดาวดึงส์ จะผ่านจาตุมหาราชิกาภูมิก่อน)

<ตำนานของฝรั่งก็มีบางส่วนคล้ายกัน เทพผู้ครองอำนาจกลุ่มเดิม(ไททัน)ที่มีร่างกายใหญ่โตน่าครั่นคร้าม(????? คล้ายอสูร...รึเปล่า???) ถูกยึดอำนาจโดยเทพกลุ่มใหม่แห่งโอลิมปัส ยังมีประเด็นสอดคล้องเรื่อง"อาวุธสายฟ้า" ของเซอุสที่ทำให้ชนะพวกไททัน กับวชิราวุธของท้าวสักกะที่ปราบพฤตาสูรและพวกพ้องให้แตกพ่ายไป >
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 138

เหน่งบา

29/04/2015 18:39:52
984
อ่า...นั่นสิครับ หน้าบันวัดพระเชตุพนผมนึกไม่ออก แต่จำได้ว่าหน้าบันวัดสุทัศน์(ไปไหว้พระมาหลายรอบครับ วัดอาทิตย์มักจะมีอารอุปสมบทในโบสถ์ บรรยากาศดีมาก)เป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ทว่าก็จำรูปไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละครับ

ใครมีโอกาสผ่านวัดสุทัศน์(ตรงเสาชิงช้า หรือแทบตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพมหานครฯ)แนะนำให้เข้าไปเที่ยวนะครับ ไม่ใช่แค่พระพุทธรูปสำคัญ แต่สถาปัตยกรรม และศิลปะแทบทุกจุดในวัด มีของดีของงามมากควรค่ากับการเข้าไปเยี่ยมชม และชื่นชมสมบัติของชาติ ตัววิหารหลวงที่ใหญ่โตมโหฬารและงดงามที่สุดแห่งหนึ่ง(ใหญ่ตามพระประธานในวิหารและครับ ดูภาพในความเห็น 1,2,6) และองค์ประกอบโดยรวมของวัด รวมถึงเป็นที่เก็บพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลด้วย(วัดสุทัศน์ เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๘ ครับ)
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 139

เหน่งบา

29/04/2015 20:10:10
984




แว่บกลับมาที่เกาะเมือง อยุธยาอีกรอบ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 140

เหน่งบา

29/04/2015 20:16:12
984




บานประตูวัดวิหารทอง ที่เหลือรอดจากการเผาทำลายครั้งกรุงแตก วางอยู่ในตำแหน่งกลางพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา บนเกาะเมือง อยุธยา..คือวางอยู่ตรงข้ามพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยในความเห็นที่ 9 กับ 73..ความวิจิตรพิสดารงานแกะสลักชั้นยอด สูงกว่าสองช่วงตัวคน แกะสลักลึกลงไปสามสี่ชั้น
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 141

เหน่งบา

29/04/2015 20:19:04
984









ขออภัยครับ ภาพอาจไม่ดีนัก ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ ออกแบบมาให้แสงเข้าเยอะ และกระจายมาก ผมมีปัญญาถ่ายได้แค่นี้เองครับ = ="
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 142

เหน่งบา

29/04/2015 20:20:59
984
ลงภาพซ้ำอีกต่างหาก




ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 143

เหน่งบา

30/04/2015 19:16:02
984




ลายปูนปั้นหน้าบันวัดเขาบันไดอิฐ เพชรบุรี สมัยอยุธยา
งานปูนปั้นชั้นสุดยอดของแผ่นดินครับ สุดยอดฝีมือ สุดยอดจินตนาการ สุดยอดพลังสร้างสรรค์ลายไทย

กระทั่งยุคปัจจุบัน ครูช่างที่เมืองเพชรบางคน ยังเคยไปศึกษาเล่าเรียนลายไทยจากที่นี้ และ"in๋" กับลายปูนปั้นนี้จนเกือบเสียสติ เรียกว่าบ้าๆบอๆอยู่สามปี แล้วค่อยถอนตัวจากมิติที่หลงเข้าไปติดอยู่ได้พร้อมกับได้ฝีมือและวิถีลายไทยติดตัวมา(เรื่องจริงนะครับ)

ใช้ภาษาเก่าหน่อยอธิบายคือ คนทำ "ประจุ"พลังเอาไว้ในลายปูนปั้นแรงกล้ามาก คนที่จิตใจ สมาธิ อารมณ์ ความรู้สึก จินตนาการ และศรัทธาสอดคล้องกับท่านผู้สร้าง จะ"รับ"สิ่งที่คนทำถ่ายทอดเอาไว้ได้อย่างลึกลับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 144

FITTY UP

01/05/2015 19:35:46
0
วัดเขาบันไดอิฐ หลวงพ่อแดงท่านศักดิ์สิทธิ์มากครับ เจออภินิหารท่านมากับตัวผมเองเลยครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 145

เหน่งบา

01/05/2015 19:38:03
984
เชิญเล่าเป็นวิทยาทานให้เพื่อนพ้องน้องพี่ได้เลยครับ คุณFITTY UP ^ ^
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
แจกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 146

สันติ

02/05/2015 15:14:16
ขอบคุณคุณเหน่งบา
และ อาจารย์ Ahura

สำหรับข้อมูล รูปภาพ
เป็นสิ่งที่อ่านและดูแล้วมีความรู้สึกดีมากๆ ครับ

ขอบคุณจริงๆ ครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 147

Ahura

02/05/2015 19:44:32



ในบรรดาสิ่งมีชีวิตในอุดมคติที่อลังการงานสร้างผมว่าคงไม่มีสิ่งใดเกินช้างเอราวัณครับ
ช้างเอราวัณนั้นไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานนะครับ หากแต่เป็นเทวดาองค์หนึ่งนามว่า ไอยราพัณเทวบุตร เมื่อใดพระอินทร์ประสงค์จะไปที่แห่งใด เทวดาองค์นี้ก็จะ Transform เป็นช้างเผือกมารับใช้ทันที!
ที่ว่าอลังการนั้นมาดูมิติและรายละเอียดช้างเชือกนี้กัน
ความสูง = 2,400,000 เมตร
มีหัวทั้งหมด 33 หัว
หัวใหญ่สุดอยู่ตรงกลางและเป็นที่ประทับของพระอินทร์มีชื่อว่า สุทัศน์ กว้าง 480,000 เมตร
แต่ละหัวมีงา 7 กิ่ง แต่ละงายาว 800,000 เมตร รวมทั้งสิ้น 231 งา
ในแต่ละงาจะมีสระ 7 สระ ในสระมีบัว 7 กอ ในกอบัวมีดอก 7 ดอก แต่ละดอกมีกลีบ 7 กลีบ ในแต่ละกลีบมีนางฟ้า 7 องค์ แต่ละองค์มีสาวใช้ 7 คน
รวมแล้วในงาทั้งหมดจะมีสระ 1,617 สระ
มีกอบัว 11,319 กอ
มีดอกบัว 79,233 ดอก
มีกลีบบัว 554,631 กลีบ
มีนางฟ้า 3,882,417 องค์
มีสาวใช้ 27,176,919 คน
พอแค่นี้ก่อน! นี่ยังไม่รวม accessory ที่ติดตั้งอยู่บนหัวอีกมหาศาลผมมองชิ้นส่วนกับตัวเลขแล้วตาลาย 555555555555
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 148

FITTY UP

02/05/2015 20:27:27



คือ๓๖๕ วันได้หยุดงาน๕วันเท่านั้นครับ
กลับแต่ละครั้ง เลยเหมือนกับที่เขาว่าบ้านนอก
เข้ากรุงละครับ 55 เรื่องก็คือทำให้ผมไม่รู้การวิ่งเลนรถในถนนกรุงเทพ
ที่มีถึง๔เลน จำได้ว่าเรื่องเกิดที่แถวสี่แยกวิทยุจากสวนลุม
ข้ามฝั่งไปสนามมวย คือผมข้ามถนนที่มีเกาะกลาง ข้ามไปแล้วเลน๑กำลัง
จะข้ามไปเลน๒ ซึ่งต้องหยุดรอ ที่มีเกาะกลางอีกครั้ง ตาผมก็มองรถที่มาแต่ด้านซ้ายเท่านั้น กำลังจะก้าวลงจากเกาะกลางลงไปที่ถนน ทันใดนั้น

เหมือนมี
อะไรบางหย่างตรึงขาผมไว้ ไม่ให้ก้าวลงไปที่ถนนได้ จนผมแทบจะหน้า
ขมำ เพราะเกาะกลางจะสูงกว่าพื้นถนนครับ ชั่วเสี้ยววินาที นั้นก็มีรถวิ่ง จากทางขวา
ผ่านหน้าผมไป ชนิดที่เขาเรียกว่าเส้นยาแดงผ่าแปดเลยจริงๆ
ผมใจหายวูบ พอตั้งสติได้ก็รีบหันหลังเผ่นกลับไปยังฝั่งสวนลุมอีกครั้ง...
รู้เลยครับ ที่เขาว่าเหมือนใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เป็นแบบนี้นี่เอง...555
[เมื่อก่อน คือสี่สิบกว่าปีมาแล้วนะคร้าบบบ...

หลวงพ่อแดงที่ผมใส่อยู่ครับ เหรียญนี้เป็นเหรียญที่ผมเก็บได้ที่หน้าบ้านครับ ...สมัยนั้นหน้าบ้านที่ผมอยู่ จะเห็นภูเขาไดถึง 3 ลูกคือเขาวัง เขากิ่ว เขาบันไดอิฐ ครับ

ตามความเห็นส่วนตัว พุทธคุณ คือประจุพลัง ที่ท่านผู้มีพลังจิตสูงส่ง ถ่ายทอดเข้าไปในวัตถุมงคลครับ เหมือนคลื่นวิทยุที่อยู่รอบตัวเราครับ
มองไม่เห็นแต่มีจริงครับ
ให้กำลังใจ 0
หยิกหู 0
ความคิดเห็นที่ : 149

FITTY UP

02/05/2015 20:44:39
0