ขอบคุณครับที่ให้เกียรติผมอย่างสูง คุณ Unclepiak ครับ งั้นผมก็ขอ นำ Post ที่คุณ Unclepiak ได้ Review เกี่ยวกับเพลง 1812 Overture มาไว้ตรงนี้เลยนะครับ
---------------------------------------------------
1812 Overture, Op.49 - Tchaikovsky บรรเลงโดย Cincinnati Symphony Orchestra มี Erich Kunzel เป็นคอนดัคเตอร์ บันทึกเสียงแบบดิจิตอลโดย Telarc เมื่อปี 1979
http://noknoi.com/mem/THE_OVERTURE/1812_telarc.mp3
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ จะฟังให้สนุกก็น่าจะมีข้อมูลของเพลงสักหน่อย ดังนั้นจึงขออนุญาตคัดลอกเนื้อหาที่น่าสนใจของเพลงนี้ให้ฟังด้วยเลยครับ
1812 เป็นเพลงประเภทโหมโรงความยาว ๑๕.๔๒ นาที ไชคอฟสกี้ แต่งเพลงนี้เพื่อสดุดีวีรกรรมของชาวรัสเซีย ที่สามารถต่อสู้ทำลายกองทัพนโปเลียน โบนาปาร์ตอันเกรียงไกรได้ในปี ค.ศ. 1812
ในปีนั้นเป็นปีที่มีอากาศหนาวจัด นโปเลียน โบนาปาร์ต ได้ยาตราทัพเข้ายึดครองเมืองเซ็นต์ปีเตอร์เบิร์ก เมืองหลวงของรัสเซียในสมัยนั้น และพบว่าทั้งเมืองกลายเป็นเมืองร้าง กองทัพรัสเซียและชาวเมืองทั้งหมดพากันละทิ้งบ้านช่อง แยกย้ายไปวางกำลังดักซุ่มอยู่ตามที่ต่าง ๆ ด้วยความที่คุ้นเคยกับภูมิอากาศอันหนาวเย็น ประกอบกับเลือกวางกำลังในชัยภูมิที่ได้เปรียบกว่า ทำให้รัสเซียสามารถดักทำลายล้างกองทัพฝรั่งเศสซึ่งจัดได้ว่าเป็นกองทัพบกที่ดีที่สุดในขณะนั้นแตกกระจาย กองทัพถูกทำลายย่อยยับ มีทหารตายนับแสนคน ตัวนโปเลียนต้องหลบหนีออกจากแนวรบตามลำพัง กระเซอะกระเซิงหมดสภาพ และถือว่าเป็นการพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของนโปเลียน
ไชคอฟสกี้ เปิดฉากเพลงด้วยเสียงเครื่องเป่าทองเหลือง ประสานกับหมู่เครื่องสายด้วยท่วงทำนองเนิบช้า ได้บรรยากาศความสงบสุขของรัสเซีย ก่อนจะถูกรุกราน แล้วเพลงก็ค่อยเพิ่มจังหวะและความเร้าใจด้วยเสียงกลองทิมปานี ฟลุต ไวโอลินเล่นนำวิโอล่าสอดรับตามด้วยเครื่องเป่าทองเหลืองและฉาบน่าระทึกใจ
เพลงนี้มีการใช้ท่วงทำนองเพลงชาติฝรั่งเศส (La Marseillaise) มาแทรกไว้ประหนึ่งเป็นตัวแทนกองทัพผู้รุกราน โดยผู้ประพันธ์เริ่มบรรยากาศความสงบสุขของชาวเมืองก่อน
ต่อมาเครื่องเป่าทองเหลืองจะแสดงบทนำหมู่อย่างยิ่งใหญ่ จนเกิดความรู้สึกฮึกหาญด้วยพลานุภาพ แล้วขึ้นเครื่องสายด้วยทำนองและลีลาไพเราะมีเสน่ห์เร้าใจ รับด้วยเครื่องเป่าลม เครื่องตีประกอบจังหวะทั้งหมดสะท้อนบรรยากาศแบบรัสเซีย
ฉับพลันท่วงทำนองเพลง La Marseillaise ในลีลาแกร่งกร้าวของเครื่องเป่าทองเหลืองและเครื่องสายที่สอดรับด้วยเสียงกลองทิมปานีและฉาบ เข้ามารุกรานขับไล่บรรยากาศสงบสันติออกไป และตามด้วยเสียงกัมปนาทของปืนใหญ่และเครื่องดนตรีทุกชิ้นก็แผดก้องขึ้น บรรยากาศแห่งการสู้รบแซมด้วยเสียงระฆังราวดังระงม แล้วเสียงปืนใหญ่ก็ดังขึ้นเป็นชุด ๆ สอดรับด้วยเครื่องสายที่มีท่วงทำนองอาจหาญ เร่งเร้าเพิ่มขึ้นด้วยเสียงดนตรีทุกกลุ่ม พร้อมกับสัญญานระฆังราวปิดท้าย คล้ายกับเสียงระฆังตามโบสถ์ทุกหลังในเมือง ที่ระดมตีกันขึ้นเพื่อเป็นสัญญานแห่งชัยชนะต่อผู้รุกราน
ตอนท้ายเครื่องดนตรีทุกชิ้นจะแผดเสียงดังสุดขีดแล้วยุติลงในทันใด เกิดความรู้สึกสงบสันติอย่างบอกไม่ถูก สันติภาพได้กลับคืนสู่ประชาชนอีกครั้งหนึ่งแล้ว ผู้ฟังจะรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจเป็นที่สุด
ที่มา: ดนตรีที่รัก, สรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ สนพ.มูลนิธิโกมลคีมทอง, ก.ค. ๒๕๓๑
----
ปีเตอร์ อิลิช ไชคอฟสกี (PeterIlich Tchaikovsky,1840-1893)
ผู้ประพันธ์เพลงชาวรัสเซียคนแรกที่เป็นที่รู้จักในวงการนานาชาติ เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวน 5 คน ของ อิลยา เปโตรวิช ไชคอฟสกี (Ilya Petrovititch Tchaikovsky) และ อเลกซานดรา (Alexandra) เกิดที่เมืองว็อทกินสค์ (Voltkinsk) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1840 เป็นผู้ประพันธ์เพลงยอดนิยมคนหนึ่งในบรรดาผู้ประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกดนตรี
ไชคอฟสกีเป็นคีตกวีที่แปลกไปกว่าท่านอื่น ๆ กล่าวคือทุกๆคนมักจะเรียนและเล่นดนตรีเก่งชนิดอัจฉริยะตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนไชคอฟสกีมาเริ่มเรียนดนตรีจริงจังก็เมื่ออายุ 21 ปี เนื่องจากเขาต้องเรียนกฎหมาย ตามความต้องการของพ่อจนกระทั่งจบปริญญาตรีทางกฎหมาย และออกมาทำงานรับราชการในกระทรวงยุติธรรม แต่ด้วยความสนใจและความชอบซึ่งมีเป็นทุนอยู่แล้วไชคอฟสกีจึง หันเหชีวิตมาเรียนดนตรีอย่างจริงจังในสถาบันดนตรีแห่งเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในวิชาการเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงออร์เคสตรา (Orchestration) เทคนิคการเล่นเปียโนและออร์แกน
ชีวิตของไชคอฟสกีก็คงเหมือน ๆ กับคีตกวีคนอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป กล่าวคือมีทั้งสุขและทุกข์ระคนกันไปชีวิตเหมือนนิยายมากกว่าชีวิตจริง เพราะยามที่ตกอับจะมีกินก็เพียงประทังความหิว และมีที่อยู่อาศัยเพียงแค่ซุกหัวนอน ในยามเมื่อคนอื่นไม่เห็นคุณค่าผลงานของเขาก็ไม่มีค่าอะไร
แต่ยังดีที่มีผู้ที่เห็นความสำคัญและคอยจุนเจือค้ำจุนเสมอมาอย่างแทบไม่น่าเชื่อเธอผู้นั้นก็คือ มาดามฟอน เมค (Nadezhda von Meck) เศรษฐีนีหม้ายผู้มั่งคั่ง เธอให้เงินสนับสนุนไชคอฟสกีโดยไม่เคยหวังผลตอบแทนใด ๆ
เธอมีความสุขที่ได้มีโอกาสสนับสนุนผู้อื่นให้ทำงานที่เธออยากทำแต่ทำไม่ได้ เพราะเธอเคยใฝ่ฝันที่จะเป็นนักประพันธ์ดนตรีแต่ไม่สามารถทำได้ ด้วยใจรักดนตรีในยามว่างจากภาระกิจเธอมักจะนั่งฟังดนตรีเสมอ ดั้งนั้นเธอจึงทดแทนส่วนนี้ด้วยการสนับสนุน
ไชคอฟสกีผู้ซึ่งในระหว่างที่มีชีวิตอยู่เขาไม่เคยได้รับเกียรติอย่างจริงจังจากชาวรัสเซียเลยตรงกันข้ามกับทางยุโรปและอเมริกานิยมชมชื่นในตัวเขามากขณะที่ชื่อเสียงกำลังโด่งดังอยู่นั้นเขาก็ด่วนจบชีวิตลงเสียก่อนซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่มากที่พยายามสร้างงานมากมาย
บัดนี้เขาเป็นคีตกวีที่ชาวรัสเซียภูมิใจมากที่สุด
ไชคอฟสกีถึงแก่กรรมด้วยโรคอหิวาต์ซึ่งเกิดจากความไม่เฉลียวใจหลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จไชคอฟสกีไปเปิดน้ำประปาที่ก๊อกมาดื่มโดยไม่ได้นำมาต้มเสียก่อน เพราะขณะนั้นที่เมืองเซ็นต์ปีเตอร์สเบริ์กมีโรคระบาดพอดีและมีคนคอยเตือนแล้ว ในที่สุดก็ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1893
ที่มา: ประวัติดนตรีตะวันตก, สมัยโรแมนติก
http://classroom.psu.ac.th/users/wkomson/data/western-musuc/Chapter4/chap4-7.htm
-------
หมายเหตุ ไฟล์เพลงนี้ มีขนาดไฟล์ 36 Mb. บีบอัดแบบ MP3 bitrate 32o Kbps. ช่วงต้นของเพลงเสียงจะเบา หากจะปรับเสียงให้ดังขึ้นโปรดระมัดระวัง เพราะตอนท้ายของเพลงจะเสียงดังเกินไป อาจทำให้หูฟังชำรุดได้
unclepiak
(11/11/2549 08:47:25) IP. 203.146.63.xxx
-----------------------------------
ปล. ผมก็มีแผ่นของเพลงนี้เช่นกันครับ (สงสัยแผ่นเดียวกันแน่ๆ เลย เพราะ วงที่บรรเลงก็วงเดียวกัน ):192:
ปล. 2 ขอเสริมอีกนิดครับ
- สงครามนี้ เป็น การรบระหว่างจักรพรรดินโปเลียน และพระเจ้า ซาร์ อเล็กซานเดอร์ ที่ 1(Tsar Alexander I) แห่งจักรวรรดิรัสเซีย ครับ
- เพลงนี้มีเสียงปืนใหญ่ทั้งสิ้น 16 นัด
- เพลงชาติของฝรั่งเศส Le Marseillaise และเพลงชาติรัสเซีย God save the Tsar! ได้ใช้ประกอบเพลงนี้
- เครื่องดนตรี ที่ใช้เล่นเพลงนี้สำหรับวง Orchestra ประกอบด้วย
ขลุ่ย Piccolo, ขลุ่ย Flute 2 ตัว, Oboe 2 ตัว, ขลุ่ย cor anglais 2 ตัว, คลาริเน็ตในโทนเสียง B flat 2 ตัว (Clarinet in B flat), บาสซูน 2 ตัว, แตรในโทนเสียง B 4 ตัว (horns in F), แตรคอร์เน็ตในโทนเสียง B 2 ตัว (cornets in B flat), ทรัมเป็ตในโทนเสียง E Flat 2 ตัว (trumpets in E flat), ทรอมโบน 3 ตัว, แตร Tuba, กลองทิมปานี (timpani), Triangle (เครื่องเคาะจังหวะรูปสามเหลี่ยม), กลอง Tambourine (นึกชื่อภาษาไทยไม่ออก), กลองสแนร์ (snare drum), ฉาบ (cymbals), กลองเบส (bass drum), ระฆัง หรือที่เรียกว่า carillon (แต่บางครั้งเล่นโดยใช้ tubular bells), และที่สำคัญที่สุดคือ ปืนใหญ่ (cannon) (แต่โดยมากมักใช้ กลองเบส หรือ กลองใหญ่ หรือเสียงปืนใหญ่ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า มากกว่าครับ)
- สรุปจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/1812_Overture